วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พักรบสงคราม ในที่ทำงาน

ลำพังเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานอาทิตย์ละกว่า 40 ชั่วโมง ก็เครียดจะแย่ ถ้ายังต้องหมกมุ่นกับความขัดแย้งกับคนอื่นๆ ชนิดที่บางรายหนักหนาถึงขั้นประกาศความเป็นศัตรูต่อกันนี่เห็นทีคงไม่ไหว แม้จะรู้ธรรมชาติของตัวเองว่าไม่ชอบ ไปสู้รบปรบมือกับใคร แต่ถ้าอยู่นิ่งเฉยแล้วปัญหามันยังวนเวียนอยู่ไม่ไปไหน คงต้องลุยสักตั้งแล้วละ
(หมายเหตุ : WW = WAR AT WORK)
WW I เพื่อนร่วมงาน
เพื่อนร่วมงานเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดข้อขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิดเห็น หรือเรื่องอื่นๆ นั้นไม่แปลกประหลาดแต่ประการใด ยิ่งถ้ามีเรื่องการแข่งขัน เพื่อให้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เข้ามายุ่งด้วย แล้วก็ยิ่งเพิ่มโอกาส ในการขัดแข้งขัดขากันโดยไม่เจตนาก็เป็นได้
PEACE,PLEASE !
อันดับแรกต้องหาโอกาสพูดคุยในเวลาที่คุณและคู่กรณีสะดวกที่สุด แต่เน้นว่าคุณต้องมั่นใจว่า ตัวเองจะควบคุมอารมณ์ และสถานการณ์ได้ ไม่ระเบิดลงจนโต๊ะเจรจาสันติภาพ กลายเป็นสมรภูมิย่อยเป็นอันขาด
จับประเด็นให้มั่นว่า เรื่องค้างคาใจ ที่ต้องยกมาพูดให้เคลียร์มีอะไรบ้าง
เตรียมคิดมาด้วยว่า จะหาทางออกร่วมกันยังไง ถ้าเป็นความไม่พอใจส่วนตัว คงต้องพูดให้ชัดว่า อะไรที่รับได้ อะไรที่รับไม่ได้ เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ส่วนถ้าเป็นเรื่องผลงานว่า ใครจะเข้าตาเจ้านายมากกว่า อันนี้ก็ต้องตกลงให้ได้ว่า จะแข่งกันแบบแฟร์ๆ ยังไง
สุดท้ายท่องไว้เสมอว่า คุณ และเพื่อนอยู่ในทีมเดียวกัน “ทีมเวิร์ค” คือคาถาที่ทุกบริษัทต้องมี
WW II เจ้านาย
ขึ้นชื่อว่าทะเลาะกับเจ้านาย แค่คิดก็เสียวสันหลัง ไม่ต่างกับการเดินอยู่บนเส้นด้าย ที่เราต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา แต่ที่ผ่านมาลูกน้อง เกิดข้อขัดแย้ง กับเจ้านายก็ใช่ว่าไม่มี ทั้งเรื่องไม่เห็นด้วย กับแนวทางในการทำงาน หรือคำแนะนำบางอย่าง จากเจ้านาย ที่เราเห็นว่าไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
PEACE,PLEASE
เจ้านายที่ดี มักจะต้องการรับฟัง เรื่องอัดอั้นตันใจของลูกน้อง ไม่ว่าเรื่องนั้นๆ จะจิ๊บจ๊อย หรือหนักอกหนักใจแค่ไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณก็ต้องมีวิธีขอเข้าพบเจ้านาย ในทางที่เหมาะสมเช่นกัน
วิธีที่ดี คือ ขอนัดเข้าพบเพื่อพูดคุยอย่างเป็นกิจลักษณะ และพูดถึงสิ่งที่กังวลอยู่อย่างตรงประเด็น โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด
ขอย้ำว่า ข้อขัดแย้งที่จะยกมาพูดกับเจ้านายนั้น ควรเป็นเรื่องที่คุณคิดว่า จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของคุณ และบรรยากาศ โดยรวมในที่ทำงาน โดยมีเป้าหมายหลักของการเจรจา ก็เพื่อพัฒนาการทำงาน และแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป ไม่ใช่ เพื่อความสบายใจส่วนตัวของคุณ อย่าลืมว่าเจ้านายไม่ได้มีคุณเป็นลูกน้องคนเดียว สิ่งที่คุณต้องการ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ต่อองค์กรโดยรวมก็ได้
เช่นเดียวกับทุกปัญหา เมื่อมีการพูดคุย คุณก็ควรมีทางออก มานำเสนอด้วย ส่วน เจ้านายจะเออออห่อหมกด้วยหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้านาย ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา แนะนำว่าคุณควรเตรียมเปิดใจไว้ส่วนหนึ่งด้วย
ในกรณีที่เจ้านายไม่ยอมรับฟังโดยดี หรือมีทีท่าไม่ใส่ใจอย่างเห็นได้ชัด และคุณรู้สึกว่าปัญหานี้หนักหนาเกินจะทนไหว คงต้องชั่งใจเลือกแล้วละว่า คุณจะเป็นฝ่ายปรับตัวปรับใจ หรือเปลี่ยนเจ้านายไปเลย
WW III ผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้านายระดับซีอีโอ
ความขัดแย้งบางอย่าง เจ้านายที่ใกล้ชิดคุณที่สุด อย่างผู้บังคับบัญชาระดับต้น ไม่สามารถจะแก้ไขได้ เป็นเหตุให้คุณ อยากจะร้องเรียน ไปถึงผู้บริหารระดับซีอีโอ ให้มันรู้แล้วรู้รอด
PEACE , PLEASE !
เคสนี้ต้องใช้ความระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะคุณไม่รู้หรอกว่า การเข้าพบผู้บริหารระดับสูงเช่นนี้ จะทำให้คนอื่น เก็บไปเม้าธ์ ด้วยความหมั่นไส้ หรือคุณอาจถูกมองว่า ข้ามหน้าข้ามตาเจ้านายคนอื่นๆ เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูเพิ่มขึ้น มาโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า
วิธีที่ควรทำ คือ พูดคุยกับเจ้านาย ที่อยู่ในสายงานเดียวกับคุณก่อน เพื่อป้องกันปัญหาการข้ามหน้าข้ามตา แต่ถ้าเผอิญ ผู้บริหารระดับสูง เป็นเจ้านายของคุณเอง อาจต้องแจ้งเจ้านาย ที่ฝ่ายบุคคลให้เป็นตัวประสานกลยุทธ์ การเจรจา จำเป็นอย่างยิ่งว่า ต้องเลือกแนวการเจรจา แบบการทูต เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ ไม่แนะนำให้ยึดหลัก “กล้าได้กล้าเสีย” หรือ “เราไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว” เป็นอันขาด
WW IV ลูกค้า
ว่ากันตั้งแต่ลูกค้ายี้ๆ ลูกค้าขี้วีน ลูกค้าจู้จี้ ลูกค้าชอบเรียกร้อง ลูกค้าจ้องแต่จะติ ลูกค้าไม่ยอมฟัง ฯลฯ แต่จะอย่างไรเสีย เมื่องานคือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ และลูกค้าก็เป็นส่วนหนึ่งของงาน คุณก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้า
PEACE,PLEASE !
อย่าเพิ่งฟาดฟันกันจนแหลกไปข้าง คุณควรปรึกษาเจ้านาย ให้เรียบร้อยก่อนว่า จะมีทางออกดีๆ อะไรบ้างให้ร่วมงาน กับลูกค้าได้อย่างเป็นสุข (ทั้งสองฝ่าย) เพราะเจ้านายมักอาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมจะมีหนทางดีๆ มาสงบศึกคุณ กับลูกค้าได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อได้บ้างละ
เมื่อจำเป็นต้องมีการเจรจาจะสักยันต์กันลืมไว้เลยก็ได้ว่า “ลูกค้าเป็นบุคคล ที่มีความสำคัญในการดำเนินธุรกิจ” ฉะนั้นสิ่งใด การพูดคุยครั้งนี้ เป้าหมายหาใช่ชัยชนะ แต่เป็นการบรรเทาความตึงเครียด เพื่อให้งานของลูกค้าออกมาดีที่สุด
ทุกเรื่องที่ยกมาพูด ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “เหตุผล” และ “ความจริงใจ” ที่มีต่อลูกค้าทั้งนี้ ก็เพื่อตัวคุณเอง และภาพลักษณ์ของบริษัทด้วย
ขอขอบบทความDD : http://blog.th.88db.com/?p=4963

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น