HEALTH

“ดนตรี” ช่วยสมองดีได้!

“ดนตรี” ช่วยสมองดีได้!
นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง
ดนตรีใช่เพียงแต่จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย หากยังมีประโยชน์ต่อสมอง และนำมาใช้ในการรักษาโรคทางระบบประสาทได้
“อันชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์”
     เสียงเพลงในพระราชนิพนธ์แปลในรัชกาลที่ 6 ลอยตามลมจากวิทยุทรานซิสเตอร์ของคุณยายข้างบ้านมากระทบโสตประสาทอย่างแผ่วเบาขณะผมนั่งอ่านตำราเรียนอย่างขะมักเขม้น ช่วยให้จิตใจของผมผ่อนคลายจากเนื้อหาอันหนักสมอง หากใคร่ครวญพิจารณาถึงความหมายก็จะพบว่าบทเพลงนี้สะท้อนความสำคัญและอิทธิพลของดนตรีต่อความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนสอดแทรกไปยังวัฒนธรรมของผู้คนทุกเชื้อชาติ ถึงขนาดกล่าวได้ว่า หากผู้ใดไม่มีดนตรีในหัวใจแล้วละก็ คงเป็นคนที่นิสัยแปลกประหลาดนัก
ดนตรีกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
     ท่วงทำนองและจังหวะของดนตรีมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่รวมไปถึงกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมายาวนาน “ชาร์ลส์ ดาร์วิน” บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการได้กล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติรังสรรค์ท่วงทำนองของสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอย่างมีวัตถุประสงค์ ท่วงทำนองแห่งเสียงได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างสิ่งมีชีวิต การดึงดูดเพศตรงข้าม และการเกี้ยวพาราสีของสรรพสัตว์ เมื่อมีวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีอิทธิพลก่อให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์อันหลากหลาย และยังใช้ในการเร่งเร้าเพื่อการแก่งแย่งแข่งขันนำไปสู่ชัยชนะและความสมปรารถนา”
ดนตรีกับการแพทย์
     เป็นเวลาหลายทศวรรษที่วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ได้ให้ความสนใจต่ออิทธิพลของดนตรีต่อจิตใจและการทำงานของสมอง กระบวนการรับเสียงดนตรีเริ่มจากเมื่อเสียงดนตรีเข้าไปกระตุ้นอวัยวะรับเสียงที่หูชั้นใน เสียงจะถูกแปลงเป็นกระแสประสาทแล้วถูกส่งไปแปลผลยังสมอง จากนั้นจะมีการติดต่อประสานงานกันของสมองหลายส่วน ซึ่งควบคุมระบบต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ อารมณ์ ความทรงจำ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ระบบการหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมไปถึงส่วนเล็กๆ ของร่างกาย เช่น รูขุมขนและต่อมเหงื่อ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ดนตรีที่เราได้ยินมีอิทธิพลต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น บทเพลงเศร้าอาจทำให้น้ำตาไหลหรือหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต หรือบทเพลงปลุกใจทำให้หัวใจเต้นแรงและเกิดความรู้สึกฮึกเหิม เป็นต้น ในทางการแพทย์ ดนตรีได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคทางระบบประสาท เช่น โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ และโรคทางจิตเวช
"เมื่อดนตรีสอดประสานกับการเคลื่อนไหว"
ผลของดนตรีต่อโรคพาร์กินสัน
     การเคลื่อนไหวของคนเราทุกอิริยาบถประกอบไปด้วยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้ออย่างเป็นระบบ จังหวะการเดินแต่ละก้าวเสมือนท่วงทำนองดนตรีทางชีวภาพ ในมนุษย์ สมองส่วนหนึ่งได้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการทำงานของกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนวาทยกรที่ควบคุมเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นในวงให้บรรเลงสอดประสานกัน ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหรือที่รู้จักกันในนาม “โรคสันนิบาตลูกนก” เป็นโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติที่มักพบในผู้ป่วยสูงอายุ สาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนที่ควบคุมการประสานงานกันของกล้ามเนื้อ ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการมือเท้าสั่น พูดเสียงทุ้ม เคลื่อนไหวช้า หน้าเรียบเฉย ดูไปก็คล้ายกับหุ่นยนต์ที่ขาดน้ำมันหล่อลื่น

      ผลของดนตรีต่อผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ถูกค้นพบจากมีผู้สังเกตเห็นว่า ในขณะที่ผู้ป่วยเดินอย่างเชื่องช้าอยู่นั้น ฉับพลันที่ได้ยินเสียงดนตรีกลับเคลื่อนไหวตามจังหวะได้อย่างน่าอัศจรรย์ เสมือนกับได้วาทยกรชั้นดีมากำกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ในปัจจุบันได้มีการศึกษาผลของดนตรีต่อโรคพาร์กินสันอย่างแพร่หลาย และดนตรีได้ถูกนำมาบรรจุในโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ยกตัวอย่างเช่น ในสถาบันการแพทย์วอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการนำดนตรีมาบำบัดผู้ป่วยพาร์กินสันโดยได้มีการจัดชั่วโมงเต้นรำจังหวะแทงโก ผลที่ได้นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวคล่องขึ้นแล้ว ยังทำให้อารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้นอีกด้วย ส่วนในประเทศไทยก็สามารถนำวิธีการเช่นนี้มาประยุกต์ใช้ได้ แต่อาจจะต้องเปลี่ยนบทเพลงเป็นเพลงรำวงสำหรับภาคกลางหรือเพลงหมอลำสำหรับภาคอีสานเท่านั้นเอง
“ท่วงทำนองที่ยังไม่ลืมเลือน”
ผลของดนตรีต่อความจำ

     ความจำเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง หากสูญเสียไปย่อมส่งผลต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก โรคที่มีอาการความจำเสื่อม เช่น โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงอายุ โดยในประเทศไทยพบสูงถึง 3.3% ในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และจะเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าในประชากรอายุมากกว่า 90 ปี อาการความจำเสื่อมมักเป็นอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จากนั้นจึงจะมีความผิดปกติของสมองส่วนอื่นๆ ตามมา จนกระทั่งสูญเสียการทำงานของสมองโดยรวมอย่างสิ้นเชิง อาจเปรียบได้ว่าสมองกำลังเดินทางย้อนเวลากลับไปเป็นทารกอีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ในหลายกรณีกลับพบว่าถึงแม้ระบบความจำและการใช้ภาษาของผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะมีการทำหน้าที่อย่างผิดปกติ แต่ความสามารถและความทรงจำทางด้านดนตรีกลับคงอยู่
จากการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษพบว่า ในระหว่างการสนทนากับผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หากได้มีการเปิดเพลงคลอเบาๆ ไปด้วยจะมีผลทำให้ความจำของผู้ป่วยดีขึ้น สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเสียงดนตรีที่ผ่านเข้าไปยังสมองมีผลช่วยในการจัดเรียงระบบการทำงานของเซลล์สมองให้สามารถที่จะจดจำสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น กระบวนการนี้จึงถูกนำมาใช้บำบัดผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เพื่อช่วยกระตุ้นความจำ นอกจากนี้เสียงเพลงดังกล่าวยังทำให้พฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้นอีกด้วย

      อย่างไรก็ดี ผลของดนตรีต่อความจำไม่ได้มีผลดีต่อผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมเท่านั้น หากแต่ส่งผลดีต่อคนทั่วไปด้วยเช่นกัน คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของความจำของนักศึกษาโดยให้ฟังเพลงคลาสสิกของโมสาร์ท ผลปรากฏว่าความจำของนักศึกษาที่ผ่านการทดลองมีประสิทธิภาพดีขึ้น ผลดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เป็นอย่างดี เช่น การเปิดเพลงระหว่างการทำงานของพนักงานบริษัท หรือการเปิดเพลงในห้องสมุดโรงเรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานและความจำให้ดียิ่งขึ้น
"ไม่ว่าจะปวดกายหรือปวดใจก็คลายได้ด้วยเสียงเพลง"
ผลของดนตรีต่ออาการปวด

     “ความเจ็บปวด” คือความรู้สึกที่มนุษย์ทุกคนพยายามจะหลีกเลี่ยง แต่ต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นการเจ็บปวดทางกาย เช่น จากบาดแผลหรือโรคภัยไข้เจ็บ หรือการเจ็บปวดทางใจ ก็ทำให้เกิดความทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น

      มนุษย์ได้มีการใช้ดนตรีบำบัดความเจ็บปวดผ่านท่วงทำนองต่างๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ชนบางกลุ่มใช้การสวดมนต์หรือการร้องเพลงในส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยคลายจากความทุกข์ทรมานของโรคหรือบาดแผล ในปัจจุบันก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าผลของดนตรีสามารถใช้ในการบรรเทาอาการปวดได้หลากหลาย ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการปวดจากโรคเนื้องอก อาการปวดบาดแผลหลังการผ่าตัด หรือแม้แต่อาการปวดที่ว่ากันว่าแสนสาหัสอย่างการปวดครรภ์ โดยพบว่าการฟังดนตรีสามารถลดการใช้ยาแก้ปวดได้มากถึง 50% ทราบอย่างนี้แล้วสามีท่านใดมีภรรยากำลังจะคลอด อย่าลืมติดเพลงโปรดไปให้ภรรยาฟังเวลาเบ่งท้องคลอดด้วยนะครับ
"ดนตรีกับการกระตุ้นสมองส่วนที่เสียไป"
ผลของดนตรีต่อโรคอัมพาต 

     “ฟังเพลงเพียงวันละครั้ง อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นป๊อป แจ๊ส หรือคลาสสิก ไม่มาก ไม่นาน แค่วันละ 1-2 ชั่วโมง ก็ช่วยให้ท่านฟื้นตัวจากโรคอัมพาตได้”ประโยคนี้ไม่ใช่สิ่งเกินจริงหรือโฆษณาชวนเชื่อขายยาเทวดาคั่นเวลาระหว่างรอฉายหนังกลางแปลง แต่หากเป็นผลอันแท้จริงของดนตรีต่อการฟื้นตัวของสมองที่ถูกทำลายจากโรคอัมพาตที่มีสาเหตุมาจากหลอดเลือดสมองอุดตัน

      เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตันจะมีผลทำให้สมองส่วนนั้นสูญเสียการทำงานไป บางส่วนของสมองจะมีการตายอย่างถาวร โดยในปัจจุบันยังไม่มียาใดๆ ที่สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ เนื่องจากยาที่ใช้ในปัจจุบันสามารถช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดเส้นนั้นตีบมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นน่าจะเป็นการดีหากมีวิธีใดที่สามารถกระตุ้นสมองส่วนที่เสียไปให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น และเมื่อไม่นานนี้ได้มีการค้นพบว่า “ดนตรี” มีคุณสมบัติดังกล่าว

      คณะนักวิจัยจากประเทศแคนาดาได้ศึกษาผลของดนตรีต่อผู้ป่วยอัมพาต โดยให้ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเฉียบพลันฟังเพลงที่ชอบระหว่างรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล “ผลที่ได้นับว่ายอดเยี่ยมมาก” นายแพทย์ซากาโมกล่าว “ผู้ป่วยของเรามีความจำและอารมณ์ดีขึ้นอย่างมากหลังจากได้ฟังเพลงที่ตนเองชื่นชอบ เหมือนกับว่าดนตรีเป็นตัวประสานงานให้สมองส่วนที่ยังไม่ถูกทำลายไปช่วยสมองส่วนที่กำลังป่วยอยู่ให้ดีขึ้น เข้าตำราเพื่อนช่วยเพื่อน” นับเป็นเรื่องดีที่สามารถค้นพบวิธีบำบัดให้กับผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานของสมองให้มีอาการดีขึ้น
จากผลของดนตรีดังที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า ดนตรีมิได้เป็นแต่ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของมนุษยชาติเท่านั้น แค่ยังเป็นเสมือนยาวิเศษรักษาโรคทางระบบประสาท นอกจากนี้ยังช่วยทำให้สมองมีความจำและสมาธิที่ดีขึ้น เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว อย่าลืมถามคนที่คุณรักนะครับว่า “วันนี้คุณฟังดนตรีหรือยัง”
หมายเหตุผู้เขียน: ขอขอบคุณ คุณกษิดิ คุณวิภูศิลกูล ที่ช่วยหาข้อมูล
คัดลอกข้อความจาก : http://www.healthtoday.net/thailand/scoop/scoop_109.html



แก้วมังกรผลไม้เพื่อสุขภาพ

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แคลอรี่ต่ำอุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียมและแคลเซียม แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง เมล็ดสีดำเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปในผลแก้วมังกรจะอุดมไปด้วยไขมันที่ไม่อิ่มตัวซึ่งช่วยต่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น แก้วมังกรจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน
สรรพคุณของแก้วมังกรอีกอย่างหนึ่งคือใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงาม ใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อกินแก้วมังกรแล้วจะรู้สึกอิ่มและในผลแก้วมังกรก็มีกากใยสูงประกอบกับให้แคลอรี่ต่ำจึงนิยมใช้บริโภคเพื่อลดน้ำหนัก


แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลกระบองเพชรซึ่งมีสารที่มีประโยชน์คือมิวซิเลจ(Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน)ได้ แก้วมังกรยังมีประโยชน์ในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ผลแก้วมังกรยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้และต่อมลูกหมาก เบาหวาน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการหากรู้จักกินเป็นอาหารรักษาโรค(เภสัชโภชนา)แล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงาม(ผิวพรรณและการลดน้ำหนัก)อีกด้วย จนอาจพูดได้ว่า แก้วมังกรเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น มะละกอ ส้ม กล้วย ฯลฯ ดังนั้นหากเรารู้จักเลือกรับประทาน "ผลไม้เพื่อสุขภาพ" ให้ถูกต้องย่อมเกิดผลดีกับร่างกายอย่างแน่นอน
แต่วิธีการกินผลไม้ที่ถูกต้องก็คล้ายกับการกินอาหารนั่นคือต้องกินให้หลากหลายจึงจะได้รับสารอาหารและประโยชน์อย่างครบถ้วน การกินผลไม้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ไม่ใช่พอรู้ว่าแก้วมังกรมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพมากมายหลายประการแล้วก็พยายามหาและกินเฉพาะแก้วมังกรเท่านั้นผลไม้อื่นที่นอกเหนือจากแก้วมังกรแล้วไม่ยอมกินเลย ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้รับประโยชน์จากการกินผลไม้ที่ถูกต้องเรียกว่า "กินไม่เป็น" ดังนั้นให้เดินทางสายกลางคือกินแต่พอดีจะดีที่สุด
การปลูกแก้วมังกร
เนื่องจากแก้วมังกรเป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ดังนั้นวิธีการปลูกแก้วมังกรจึงต้องสร้างหลักให้ลำต้นของต้นแก้วมังกรเกาะยึด หลักที่ให้แก้วมังกรเกาะยึดจะเป็นเสาปูนหรือทำจากไม้เนื้อแข็งก็ได้โดยปักหลักให้สูงประมาณ 1.5 - 2.0 เมตร มีระยะห่างระหว่างหลักประมาณ 3 เมตร ด้านบนของหลักทำเป็นร้านให้กิ่งของแก้วมังกรแผ่ขยายออกไป รอบๆ หลักแต่ละหลักให้เตรียมหลุม 4 หลุมสำหรับปลูกกิ่งพันธุ์แก้วมังกรหลุมละ 1 ต้น ใช้ปุ๋ยหมักเก่ารองก้นหลุมประมาณหลุมละ 1 บุ้งกี๋ แล้วนำกิ่งพันธุ์แก้วมังกรมามัดให้แนบกับหลักแล้วทำบังแดดให้กิ่งพันธุ์แก้วมังกรประมาณ 1-2 อาทิตย์
วิธีการดูแลรักษาต้นแก้วมังกร
แก้วมังกรเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย รดน้ำให้ดินชื้นแต่อย่าให้แฉะแล้วใช้ฟาง เศษหญ้าแห้งหรือแกลบเป็นวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้ ใส่ปุ๋ยคอกหลักละ 1 บุ้งกี๋แล้วเสริมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลักละ 1-2 ช้อนแกง การให้ปุ๋ยให้เว้นระยะ 2-3 เดือนต่อครั้งโดยดูจากความสมบูรณ์ของต้นแก้วมังกรเป็นสิ่งสำคัญ
ต้นแก้วมังกรที่ปลูกมาจากการใช้กิ่งปักชำหลังจากปลูกได้ประมาณ 8-10 เดือนก็จะเริ่มออกดอกและให้ผลผลิต โดยปกติแล้วต้นแก้วมังกรจะให้ผลผลิต 4 รุ่นใน 1 ปี ผลแก้วมังกรที่เก็บมาจากต้นสามารถวางขายในตลาดได้หลายวัน หากใส่ผลแก้วมังกรในถุงพลาสติกแล้วแช่เย็นจะเก็บไว้ได้ไม่น้อยกว่า 15 วันแต่ต้องระวังเรื่องการเปียกน้ำและความชื้นที่อาจจะทำให้ผลแก้วมังกรเน่าเสียได้ง่าย

ขอบคุณข้อมูลจาก thai-good-health.blogspot.com
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com
และขอบคุณข้อมูลจาก http://women.sanook.com
ทานมื้อเย็นอย่างไรให้สุขภาพดี

มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า "เช้าทานอย่างราชา กลางวันทานอย่างคนธรรมดา เย็นทานอย่างยาจก" นั่นก็เพราะว่าเราต้องให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้ามากเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเย็นนั้นควรรับประทานแต่พอดี ไม่หนักมากนัก เพราะว่าช่วงเย็นเป็นช่วงที่เราไม่ต้องใช้พลังงาน และเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนแล้วนั่นเอง ครั้งนี้เรามาทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของอาหารเย็นต่อร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใด และหลักที่ถูกต้องในการทานอาหารเย็นว่าเราจะทานอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีไปนาน ๆ

1. ไม่ควรงดอาหารมื้อเย็น
สาวๆ หลายท่านชอบลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหารเย็น ซึ่งไม่ควรค่ะ เนื่องจากเมื่อถึงเวลาอาหาร โดยปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อทำการย่อยอาหาร ดังนั้น เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยก็จะมาย่อยกระเพาะแทน เราจึงควรลดมากกว่างด เลือกทานอาหารเบา ๆ หรืออาหารที่ให้พลังงานน้อยที่สุด อย่างเช่น เน้นผักและผลไม้ ส่วนเนื้อสัตว์ติดไขมัน ของมัน ๆ ทอด ๆ ควรงดจะดีกว่านะคะและเวลาที่ควรทานคือหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ไม่ควรทานดึกกว่านี้
2. หลังทานอาหารเย็นไม่ควรออกกำลังกายต่อทันที
บางท่านกลัวอ้วน หลังทานอาหารเย็นจึงออกกำลังกายทันที ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ควรนัก ถ้าเราทานอาหารภายในเวลา 1-2 ช.ม. แล้วไปออกกำลังกายทันที อาจทำให้เราเกิดอาการจุกได้ ถ้าเป็นไปได้ควรเดินเรื่อย ๆ ไม่ต้องเร่ง เพราะเวลาเราเดินลำไส้จะมีการขยับตัว อาหารก็จะย่อยง่ายและยังเป็นการใช้พลังงานไปในตัวอีกด้วย เป็นแนวทางที่ดีในการปฏิบัติจะได้ไม่อ้วนนะคะ...ส่วนสาว ๆ ที่ต้องการออกกำลังกายหลังเลิกงาน เป็นต้นว่าไปเข้าฟิตเนส จะมีหลักการทานมื้อเย็นอย่างไร ความจริงแล้วถ้าคิดจะออกกำลังกายในช่วงเย็น พอเลิกงานควรทานอาหารเบาๆ อาหารที่ย่อยง่าย เคี้ยวให้ละเอียด เว้นประมาณ 1-2 ช.ม. ก่อนการออกกำลังกาย งดอาหารย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด อาหารที่มีกะทิเหล่านี้จะย่อยยาก
3. หลังอาหารเย็นไม่ควรอาบน้ำในทันที
เพราะเมื่อเราทานอาหาร ขณะที่อาหารกำลังย่อย กระเพาะต้องทำงาน เลือดต้องถูกไปหล่อเลี้ยงกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าเราไปอาบน้ำทันทีหลังอาหาร ซึ่งโดยปกติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น เมื่อร่างกายโดนน้ำเย็น ๆ ก็จะทำให้เลือดจำเป็นต้องมาที่บริเวณผิวหนัง เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ดังนั้นแล้วเลือดจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องถูกแบ่งมาที่ผิวหนังก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้เลือดส่งไปที่กระเพาะได้น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบการย่อยทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ท้องจะอืด แน่นท้อง จุก จึงควรเว้นอย่างน้อยที่สุด 30 นาที และทางที่ดีที่สุดต้องประมาณ 1 ชม. สำหรับอาหารที่ย่อยง่าย และ 2 ช.ม. ถ้าเรารับประทานอาหารที่ย่อยยาก
4. หากสาวๆ ต้องการลดความอ้วนด้วยให้ทานผักหรือผลไม้ในมื้อเย็น
ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มื้อเย็นอาจทานเป็นผักผลไม้ และจะต้องไม่เลือกผลไม้ที่เป็นกรด เพราะขณะท้องว่างร่างกายจะมีกรดมากอยู่แล้ว และเลี่ยงการทานผักหรือผลไม้ดิบขณะท้องว่าง เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ แนะนำว่าให้ทานผักสุก เช่น การลวก การต้ม แกงจืด หรือยำที่รสชาติไม่จัดมาก เช่น ยำแตงกวา ยำวุ้นเส้น ที่ไม่เผ็ดหรือ
เปรี้ยวเกินไป
5. อาหารมื้อเย็นที่ควรหลีกเลี่ยง
ได้แก่ อาหารที่ย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง ถ้าต้องทานควรทานในปริมาณเล็กน้อย อาหารที่เป็นกรดมาก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกรดย้อนหลอดอาหารได้ สำหรับวัยผู้ใหญ่ แนะนำว่าอาหารมื้อเย็นควรเป็นอาหารย่อยง่าย มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตบ้าง แต่ไม่ต้องมาก เช่น ข้าว ข้าวซ้อมมือ (จะทำให้อยู่ท้องกว่า) ผักลวก ผักต้ม และต้องคำนึงถึงสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ
อย่าคิดว่าอาหารมื้อเย็นไม่สำคัญนะคะ ควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับการเลือกทานมื้อเย็นให้มาก แต่ต้องทานแค่พอเหมาะไม่ทานจุเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังมีอีกหลายโรคตามมาจากการทานอาหารมื้อเย็นที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ นอกจากนี้แล้วยังส่งผลถึงคุณภาพการนอนอีกด้วย อย่าลืมว่าตอนกลางคืนเราแทบจะไม่ได้ใช้พลังงานเลย อดก็เป็นโรค ทานมากเกินไปก็เป็นโรค ควรทานให้พอเหมาะพอดีนะคะ ดังคำกล่าวที่ว่า "อโรคยา ปรมา ลาภา" ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก lauriermybrand.com
และ  :  http://campus.sanook.com/



ดื่มน้ำน้อย ผลร้ายที่คุณคาดไม่ถึง
ภาพประกอบจาก www.photos.com
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ
          ถ้าเรารับน้ำเข้าไปไม่เพียงพอก็ถือว่าขาดน้ำ อวัยวะภายในจะรวนผิดปกติ เลือดจะข้น ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่าง ๆ หัวใจจะตีบตันเสียก่อน ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตัน ลำไส้จะแห้ง ทำให้ท้องผูก 

          เพราะ ภาวะสังคมที่รีบเร่ง คนทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์มักไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำ ไม่ชอบดื่มน้ำซึ่งจะทำให้ปัสสาวะบ่อย แต่ถ้าบอกว่า คนไข้โรคความจำเสื่อมเป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. ทำให้เลือดข้นไขมันสูง หมอส่วนใหญ่จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้ ทำให้เลือดใสแต่เหมือนการคนน้ำให้ตกตะกอน แต่ก็ยังต้องใช้น้ำนำพาตะกอนออกมาอยู่ดี มันจะได้ไม่กลับไปอุดตันเส้นเลือดเหมือนเดิม

          ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ

           1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ

           2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ

           3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ

           4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ

           5. (สำหรับผู้หญิง) รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน

          เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ ร่างกายก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น เป็นสิว ฝ้ากระ ฝี ริดสีดวง ถ้าเรามีอาการดังที่กล่าว อาจแสดงถึงว่าร่างกายมีของเน่าเสียอยู่ภายใน เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม การกินหรือฉีดยาไม่ใช่วิธีเดียวในการรักษาหรือบำบัดโรคให้หายไป ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลัง!

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก kapook.com


6 วิธีลดน้ำหนัก แปลกหน่อยแต่ชัวร์ป้าบ!

       เมื่อ ปัญหาน้ำหนักเกิน หรือความอ้วน ยังคงเป็นภาวะที่สร้างความหงุดหงิด กังวลใจ และไม่มั่นใจแก่สาวๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สารพัดกลวิธีช่วยลดความอ้วน ก็ถูกคิดค้นและนำออกมาเผยแพร่ให้ได้เลือกได้ลองปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย

       เช่น เดียวกับที่โอกาสนี้ เราก็มีวิธีควบคุมน้ำหนักมาแนะนำกันค่ะ แต่ต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่า 6 วิธีที่นำมาเสนอนี้ ออกจะดูแปลกและแหวกแนวไปซะหน่อย แต่ถึงแม้จะไม่ค่อยเหมือนใครทว่าวิธีเหล่านี้ก็ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยว ชาญมาแล้ว ว่าได้ผลชัวร์.. ไม่มั่วนิ่มจ้า


       วิธี1 : กินอาหาร-ของว่าง ให้ใช้ “จาน”
       
       หลายคนฟังแล้วคงยัง “งง” ฉันจะลดความอ้วน เกี่ยวอะไรกับกินอาหารในจาน! ช้าก่อนค่ะ เรามีเหตุผลมาบอก

       เรื่องนี้อธิบายโดย ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการด้านอาหารที่มีชื่อว่า “The Journal Appetite” ซึ่งระบุว่า ผู้ที่ยืนกินของว่างโดยใช้เวลากินประมาณ 10 นาที จะรู้สึกว่าตัวเองกินอาหารเข้าไปเพียงเล็กน้อย และพร้อมจะหิวใหม่ได้ในระยะเวลาไม่นาน เพราะรู้สึกว่าตัวเองกินขนมไปนิดเดียว แต่ในทางกลับกันแม้ปริมาณอาหารจะเท่ากัน แต่นำอาหารนั้นใส่จานและนั่งกินอาหารโดยใช้เวลา 30 นาที ผลวิจัยพบว่าผู้ที่นั่งกินอาหารในจาน จะนับว่าอาหารที่ได้กินไปนั้นคือ อาหารว่าง 1 มื้อ

       ดัง นั้น การเปลี่ยนมาทานอาหารทุกอย่างด้วยการเทใส่จาน จะส่งผลด้านจิตวิทยาให้คุณรู้สึกว่า คุณได้ทานอาหารไปจำนวนมากแล้ว มื้อต่อไปลดจำนวนหน่อยก็ได้ ฉะนั้นลองเปลี่ยนดูนะคะ การทำงานช่วงบ่ายที่ท้องเริ่มหิว จากที่เคยแกะขนมกินเป็นถุงๆ บนโต๊ะทำงาน หันมาใช้วิธีเทอาหารเหล่านั้นใส่จาน และวางผ้าเช็ดปากเอาไว้ด้วย คิดซะว่ามื้อนั้นเป็นอาหารมื้อค่ำได้ยิ่งดี กลับถึงบ้านจะได้ไม่ต้องทานเยอะไงคะ


       วิธี2 : พก “เงินสด” ไว้จ่ายค่าอาหาร
       
       ข้อนี้มีคำแนะนำว่า ควรพกเงินสดติดตัวไว้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาออกไปทานอาหารหรือซื้อหาอาหารนอกบ้าน

       เช่น กันค่ะ วิธีการนี้หลายคนอ่านแล้วก็คงอดแปลกใจไม่ได้ แวบแรก คงแอบคิดว่าพกเงินสดเยอะสิยิ่งแย่ เจออะไรน่ากิน ก็ช้อปกระจาย ทว่าจริงๆ แล้ว จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย Cornell ใน New York ออกมาระบุว่า คนที่จ่ายค่าอาหารด้วยเงินสด จะซื้ออาหารเพื่อสุขภาพมากกว่าคนที่จ่ายค่าอาหารโดยการรูดบัตรเครดิตค่ะ

       “จาก การศึกษาเราพบว่า คนที่จ่ายค่าอาหารด้วยเงินสด จะหยุดคิดก่อนเสมอว่าตัวเองจะซื้ออะไร และสิ่งที่ซื้อนั้นมีคุณค่าและโภชนาการทางอาหารมากน้อยเพียงใด” Dr.Brian Wansink หนึ่งในทีมวิจัยระบุ


       วิธี3 : ฝึกโยคะท่า “Downward Dog”
       
       การ บริหารร่างกายในท่า ก้มตัวลงแล้วเอามือแตะพื้น (ท่าทางคล้ายสุนัขเหยียดขา) ที่คุณตั้งใจทำด้วยความอดทนอย่างสูง ช่วยลดความอ้วนได้อยู่หมัด

       “ความ อดทน ที่ได้จากการฝึกโยคะ ถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากคุณทนต่อความยากลำบากในการทำท่า Downward Dog ได้ 6 นาที คุณก็จะตัดใจจากขนมบราวนี่ ที่คุณอยากกินได้” รายงานชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านการควบคุมอาหารของสหรัฐอเมริกา ออกมาระบุ

       ทั้ง ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า คนที่ทำท่า “Downward Dog” ในการฝึกโยคะได้นั้น โดยทั่วไปแล้ว จะมีน้ำหนักน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เล่นโยคะ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาชิ้นนี้ระบุว่า การฝึกโยคะเป็นเรื่องของสมาธิ และความอดทนเสียมากกว่า นัยยะแฝงของการฝึกโยคะเกี่ยวกับการลดความอ้วน จึงเป็นเรื่องของการช่วยให้คุณมีสติ รู้จักหักห้ามความรู้สึก ไม่ใช่กินตามใจปาก หรือซัดอาหารทุกอย่างที่ขวางหน้านั่นเอง


       วิธี4 : กินอย่างเงียบสงบ พิจารณาอาหารแบบ “นักบวช”

       กินอาหารในความเงียบ ส่งผลให้รสชาติอาหารแย่ และกินได้น้อยลง

       จาก ผลการวิจัยพบว่า เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ขณะรับประทานอาหาร จะทำให้คุณกินอาหารเร็วขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สวาปามอาหารเข้าไปจำนวนมากแล้ว แต่ในทางกลับกัน การกินช้าๆ แบบอารมณ์สุนทรีย์เกินไปก็ใช่ว่าจะดีนะคะ เพราะบางครั้งการกินอาหาร โดยมีเสียงเพลงเบาคลอๆ จะทำให้คุณเอ้อระเหยอยู่ที่โต๊ะอาหารนานขึ้น และเป็นสาเหตุให้คุณกินเยอะอีกเช่นกัน

       กระทั่ง การได้ยินคนอื่นคุยโทรศัพท์เบาๆ ขณะที่คุณกำลังทานอาหาร ถือเป็นสิ่งที่น่ารำคาญมาก และเมื่อคุณรำคาญ สมองคุณจะสั่งการว่า อาหารที่อยู่ตรงหน้า มีรสชาติดีกลิ่นหอมมากกว่าปกติ เรียกได้ว่าอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดกับปัจจัยภายนอก ขอกินไม่บันยะบันยัง กับอาหารตรงหน้าอย่างเดียวละกัน

       ดัง นั้นวิธีที่แนะนำสำหรับคนต้องการควบคุมน้ำหนักก็คือ พยายามกินให้เงียบสงบเหมือนนักบวช เพราะการได้กินอย่างเงียบสงบพิจารณาอาหารไปเรื่อยๆ อาหารนั้นจะมีรสชาติไม่ดีเท่าไหร่ คุณก็จะมีความอยากกินอาหารน้อยลง จนส่งผลถึงการลดน้ำหนักได้นั่นเอง


       วิธี5 : ผ่อนคลายเรื่องลดน้ำหนัก กินของโปรดบ้าง
       
       ถ้าสุดสัปดาห์นี้คุณมีนัดไปกินไอศกรีมกับเพื่อนๆ พูดกับตัวเองดังๆ ไปเลยว่า “ถึงไม่หิว แต่ฉันก็จะกิน”

       สำหรับ ข้อนี้ เค้ามีคำแนะนำให้คุณลดความเครียดระหว่างควบคุมน้ำหนักด้วยการกินอาหารที่ตัว เองชอบเสียบ้าง แม้จะอยู่ในระหว่างลดน้ำหนักก็อย่าได้แคร์ เหตุผลก็เพราะ บางครั้งมนุษย์เราก็ต้องการความผ่อนคลายบ้าง ถ้ามันทรมานใจนักที่ต้องข่มใจ อดกินโน่นนี่ ก็แหกกฎ ปลดแอกตัวเองซะบ้างเถอะค่ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นความเครียด ซึ่งสุดท้ายก็จะส่งผลให้คุณน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิมไปซะอีก

       ทั้งนี้คุณหมอ Jean Kristeller แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมน้ำหนัก ของสถาบัน Mindful Eating in Dover ในรัฐ New Hampshire เป็น ผู้ให้ข้อมูลนี้ค่ะ และยังย้ำด้วยว่า “เมื่อคุณตะโกนดังๆ กับตัวเองว่า ฉันอยากกินอาหารอร่อยๆ เต็มทีแล้ว ก็จงกินมันเข้าไปเถอะ กินโดยไม่ต้องไปคิดหาคำตอบว่า ทำไมฉันถึงกิน”


       วิธี6 : เริ่มต้นลดความอ้วน โดยการกิน “ส้ม”
       
       “เนื่อง จากส้มเป็นผลไม้ ที่คุณต้องใช้ความพยายามที่จะปอกเปลือก ซึ่งนั่นเป็นการบังคับให้คุณกินได้ช้าลง และกระตุ้นให้คุณตระหนักถึงสิ่งที่คุณกำลังจะกินโดยอัตโนมัติ” Susan Albers แพทย์ผู้เขี่ยวชาญด้านจิตวิทยาให้ข้อมูล พร้อมบอกต่อด้วยว่า ผลไม้ที่มีน้ำจำนวนมาก อย่างเช่นส้มนั้นจะช่วยสร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกายได้ดี นักแล

       สำหรับ สาเหตุที่มีการแนะนำให้ทานส้มระหว่างลดน้ำหนัก ก็เพราะส่วนใหญ่แล้ว คนที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก หรือควบคุมอาหาร มักรู้สึกอ่อนเพลียได้ง่าย ดังนั้นจึงมีการเสนอวิธีที่ว่า หากหิวก็ให้จินตนาการว่าส้มคืออาหารจานโปรดของคุณสิคะ จากนั้นก็กินได้เลย รับรองไม่อ้วนแถมสดชื่นอีกต่างหาก

       เรียบเรียงจากไชน์
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์


ตะขบ สุดยอดผลไม้ไทย ช่วยดูดซับคอเรสเตอรอล


คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่



ตะขบ สุดยอดผลไม้ไทย ตะขบ มีใยอาหาร แคลเซียม และโพแทสเซียมสูง ช่วยดูดซับคอเรสเตอรอลฯลฯ .....


กรมอนามัย เผย "ตะขบ" มีใยอาหาร แคลเซียม และโพแทสเซียมสูง ช่วยดูดซับคอเรสเตอรอล ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้และเส้นเลือดสมองแตก










Produced by VoiceTV

จากการ ศึกษาครั้งนี้พบว่า ตะขบ ฝรั่ง และ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลิ้นจี่ และ องุ่น อาจเป็นผลไม้ที่ควรระวัง หรือต้องห้ามสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน แต่แนะนำให้กิน เนื้อมะพร้าวอ่อน หรือ ลูกตาลอ่อน ทดแทนได้ เพราะมีน้ำตาลน้อย ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมน้อย จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ขณะที่ปริมาณโพแทสเซียมในผลไม้จัดเป็นแร่ธาตุหลักที่พบ ซึ่งหากมีมาก อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิดได้ รวมการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้เช่นกัน

สำหรับผล ไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม 18 กรัม, องุ่นดำไร้เมล็ด (ลูกใหญ่) 15 กรัม, ลิ้นจี่จักรพรรดิ 13 กรัม, สละ 13 กรัม และองุ่นแดง (ลูกใหญ่) 13 กรัม ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ได้แก่ เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 กรัม, ลูกหว้า 5 กรัม, ลูกตาลอ่อน 5 กรัม, ราสเบอร์รี 6 กรัม และแคนตาลูป (เขียว) 6 กรัม นอกจากนี้ยังพบว่าผลไม้ส่วนใหญ่มีพลังงานน้อย เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบค่อนข้างมาก จากการศึกษาครั้งนี้พบ ตะขบและมะม่วงเขียวเสวย (ดิบ) มีพลังงานมากกว่าผลไม้อื่นคือมี 97 และ 87 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม

นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของกองโภชนาการ เกี่ยวกับปริมาณใยอาหาร น้ำตาล และแร่ธาตุในผลไม้ พบว่า ผลไม้ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 76-94 กรัม มีใยอาหาร 0.5-6.3 กรัม มีน้ำตาลรวม 3-18 กรัม และมีพลังงาน 33-97 กิโลแคลอรี ซึ่งผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ตะขบ 6.3 กรัม, ฝรั่งแป้นสีทอง 3.3 กรัม, ลูกหว้า 3.3 กรัม และฝรั่งกิมจู 3.1 กรัม