วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

The Royal Wedding : Prince William & Catherine Middleton


วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

แฟชั่นเจ้าหญิงเคท มิดเดิลตัน ฮิตไปทั่วโลก

เคท มิดเดิลตัน ว่าที่เจ้าหญิงองค์ใหม่แห่งราชวงศ์อังกฤษได้กลายเป็นผู้นำวงการแฟชั่นให้กับบรรดาหญิงสาวทั่วโลกไปแล้ว ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็เป็นข่าวไปซะหมด และด้วยสไตล์การแต่งตัวที่ทันสมัย ดูดี แต่ไม่เปลือยคอหรือไหล่มากจนเกินไป ทำให้เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่กลายเป็น สินค้าขายดีจนผลิตแทบไม่ทัน ทั้งชุดเดรสซีทรู และเดรสสีฟ้า และยังชอบสวมหมวกที่ตัดเย็บโดยช่างในวังอีกด้วย จนขณะนี้กลายเป็นแฟชั่นยอดนิยมไปทั่วโลกแล้ว  เรียกได้ว่ากลายเป็นแฟชั่นไอคอนคนใหม่ของชาวอังกฤษไปเลย

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

20 สิ่งที่คุณเห็นได้เฉพาะในเมืองไทย

20 สิ่งที่คุณจะได้เห็นมันในเฉพาะเมืองไทย ..... เห็นว่าขำๆ ดี เอามาให้อ่านแก้เครียด 

1.มีชื่อลงกินเนสบุ๊คได้ทุกวัน
การจะมีชื่อปรากฏในกิสเนสบุ๊คไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคุณต้องทำอะไรให้เป็นที่สุดในโลก แต่ถ้าคุณได้มาอยู่ในเมืองไทยเรื่องนี้จะง่ายยังกับพลิกฝ่าเท้า (ถ้าเขายอมให้ลงนะ) เพราะบ้านเราถนัดเรื่องอะไรที่มันใหญ่ๆยาวๆกันอยู่แล้ว จตุคามองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ฆ้องใบใหญ่ที่สุดในโลก ผัดหมี่กระทะใหญ่ที่สุดในโลก ร่มผ้าใหญ่ที่สุดในโลก สากกะเบือใหญ่ที่สุดในโลก หรือแม้แต่ปลัดขิกอันใหญ่ที่สุดในโลก(อันนี้เอามาจากของบ้านอื่น)..มีใคร เจ๋งกว่านี้อีก ว่ามา!

2.ดัดฟันเถื่อน
ความจริงแล้วการดัดฟันต้องทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่ายตลอดคอร์สปาเข้าไปหลักหมื่น แต่เมื่อเด็กไทยเห็นว่าไอ้เจ้าเหล็กดัดฟันกลายเป็นเรื่องเก๋ไก๋ จึงได้เกิด แฟชั่นดัดฟันด้วยเหล็กสีสันสดใสในราคาแค่ไม่กี่ร้อย สิ่งที่ได้มาคือลวดมัดเหล็กยางสีไร้คุณภาพ โดยช่างดัดฟันอายุเพียง 19 ปี กับอาการติดเชื้อในช่องปากที่รุนแรง ถึงขนาดทำให้คนตายมาแล้ว ก่อนที่ทางการจะล้อมคอกร้านดัดฟันกันทั้งระบบ...ที่นี่ประเทศไทย

3.รถกับข้าวเดลิเวอรี่ 
ฝรั่ง สแกนดิเนเวียเดินมาบอกเราว่า ประเทศไทยนี่ช่างอะเมซิ่งซะนี่กระไร บ้านเมืองเขาอยากซื้ออาหารการกินก็ต้องไปซูเปอร์มาเก็ต แต่พอมาเมืองไทยนอนอยู่บนคอนโดดีๆ ก็มีพืชพรรณธัญญาหารมาประกาศขายกันถึงที่"อ่า..ยกมือดักกวักมือเรียก หอยแครงหอยแมงภู่สดๆกันจากทะเลเลยนะพี่ ผักคะน้าวันนี้เขียวสดไร้แมลง หมูเนื้อแดงโลละ ร้อยขายกันถูกๆเลยนะพี่นะ..ฯลฯ ทีแรกก็ไม่ได้อยากกินหรอกนะ แต่ได้ยินเสียงแล้วมันอยากเห็นหน้าคนประกาศจริงๆ

4.ทักทายจ่าเฉยกลางสี่แยก
เมืองไทยน่าจะเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่ถึงขนาดต้องสร้างหุ่นตำรวจจราจรมายืน คู่คนขับรถ ก็วินัยจราจรมันสะท้อนวินัยชาติ แต่บังเอิญเรายึดคติทำอะไรคือไทยแท้ วินัยจราจรของเราก็เลยเป็นไปแบบตามใจฉัน อุบัติเหตุก็เลยผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด บ.เมเจอร์ เน็ตเวิร์ก จึงช่วยตำรวจแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างหุ่นตำรวจจราจร(FHM ขอเรียกว่าจ่าเฉย) มาตั้งตามสี่แยกเพื่อขู่พ่อแม่พี่น้องผู้ชอบทำนิสัยมักง่ายเพื่อไม่ให้ ละเมิดกฎหมาย ที่ตลกคือมันกลับได้ผลซะด้วย 1 ปีที่ผ่านมาคนไทยทำผิดน้อยลงตั้งเยอะ!!!

5.ดูพระกับผีสมานฉันท์ 
สมัยเด็กคุณอาจเข้าใจว่าพระกับผีอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ แต่ความสมานฉันท์เกิดขึ้นแล้วแถวคลองถม บ้านหม้อ เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมสถานที่แบบนี้ถึงได้มีหลวงน้าเดินผ้าเหลืองปลิวกันทุก วัน ท่านมาเทศนาใครรึเปล่า? มาเดินเรี่ยไรสร้างโบสถ์งั้นรึ? หลังจากที่แอบเฝ้าสังเกตการณ์แล้วคำตอบที่เราได้ก็คือ...หลวงน้าท่านเดิน เลือกซื้อ iPhon ของจีนแดงกับดีวีดีแผ่นผีซะงั้น...จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

6.ผจญภัยในคลองแสนแสบ
ถ้านึกอยากทำอะไรมันส์ๆไม่ต้องเสียเงินหลายร้อยไปขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา ในเมื่อคุณจ่ายแค่ไม่กี่บาทก็สัมผัสความเร้าใจได้ไม่ต่างกัน คุณมีเวลาไม่ถึง 10 วินาทีในการก้าวขาลงเรือให้ทันก่อนมันจะแล่น นิมนต์พระมาสัก 7 วัดเพื่อสวดคุ้มครองให้คุณรอดเวลามีเรืออีกลำแล่นสวนเกลียวคลื่นมาใกล้ไ แถมด้วยการฝึกวิชาหลบเชื้อโรคที่แฝงมากับน้ำเน่าที่กระเด็นเข้าปาก..แต่ก็มี ข้อดีอยู่อย่าง สาวๆกระโปงสั้นเพียบเลยเพื่อน...

7.ชัก wow ในที่สาธารณะ
อย่าคิดมาก เพราะเราหมายถึงการชักwowที่เป็นว่าวจริงๆไม่ใช่แบบที่ต้องแอบทำคนเดียว สนามหลวงเป็นที่รวมของว่าวนานาชาติ ในเมืองหลวงแบบนี้จะหาที่โล่งแจ้งที่ไหนที่ปลอดสายไฟได้เท่าที่นี่ ช่วงหน้าร้อนประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนคือเวลาทองเพราะลมตะเภาจะพัดแรงเป็น พิเศษพร้อมหอบเอาว่าวตัวน้อยให้ลอยละลิ่วไปติดลมบน มองไปข้างๆคุณอาจเห็นสาวสวยบางคนยืนชักอยู่ใกล้ๆ..งั้นก็อย่าลืมชักwow โชว์เธอแล้วกัน

8.ลอตเตอรี่เดลิเวอรี่  
บ้านเมืองอื่นใครที่อยากซื้อลลอตโต้ต้องถ่อสังขารไปซื้อที่ร้านเท่านั้น แต่ในบ้านเราพ่อค้าแม่ค้าเขาชวนมานั่งรอกันถึงหน้าตู้ ATM ลอตเตอรี่เดลิเวอรี่ที่มาพร้อมพ่อแม่พี่น้องนับสิบเจ้า ด้วยตรรกะที่ว่า เมื่อคุณออกจากตู้ ATM คุณต้องมีตังค์ เมื่อคุณมีตังค์คุณก็มีกำลังซื้อ เมื่อคุณมีกำลังซื้อก็มีสิทธิ์จะช้อปลอตเตอรี่ของพี่แกสักคู่ ราคาอาจจะระบุไว้ 80 บาท แต่อย่าหวังว่าจะซื้อได้ในราคานั้น เผลออาจทะลุถึง 130 บาท ถ้าบังเอิญเลขที่คุณจะซื้อมันเป็นเลขที่เขาเก็งกัน...อยากรวยก็ต้องจ่าย

9.ไล่สาดน้ำใครก็ได้
เมืองไทยเป็นที่เดียวในโลกที่คุณอยากจะนึกสาดน้ำใส่ใครก็ได้ในช่วงวันสงกราน ตื 13-14-15 เมษายนของทุกปี แรกเริ่มเดิมทีประเพณีนี้มีแค่การไหว้พระขอพร ก่อเจดีย์ทราย แล่วหนุ่มสาวค่อยใช้ขันน้ำใบน้อยตักน้ำรดกันพอสนุก แต่พอมาถึงวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป จากขันใบน้อยกลายมาเป็นถังน้ำขนาดบะละฮึ่ม ไหนจะปืนฉีดน้ำ ไหนจะแป้งในมือที่มีไว้เป็นข้ออ้างในการขย้ำแก้มสาวๆงานนี้เรียกนักท่อง เที่ยวจากทั่วโลกได้หลายล้าน เพราะไม่ว่าใครก็อยากสาดน้ำใส่ชาวบ้านกันทั้งน้านนนน

10.ขี่มอเตอร์ไซด์บนฟุตบาท
ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่ให้เสรีภาพในการขับขี่กันสุดๆ นอกจากจะสามารถบีบแตรไล่มนุษย์ที่เดินข้ามทางม้าลายได้โดยไม่มีใครว่าแล้ว แมงกะไซด์ยังมีสิทธิพิเศษในการขับขี่ย้อนศรบนฟุตบาทในขณะที่มือหนึ่งถือ โทรศัพท์คุยไปด้วย ส่วนอีกมือก็บีบแตรไล่คนที่ยืนรอรถเมล์บนทางเท้าเพราะดันมายืนขวางทางแว้ น..แถมเขายังได้หนังสือพิมพ์ฟรี เอาไว้นอนห่อมหลังจากชนกับแท็กซี่ด้วย

11.ไทย จีน แขก ฝรั่ง ฉลองได้ทุกเทศกาล
เชื่อรึเปล่า? ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล สงกรานต์,ตรุษจีน,คริสต์มาส,เช็งเม้ง,ฮัลโลวีน,บวชพระ,แต่งงาน,อกหัก,สอบตก, สอบได้,ไม่ได้สอบ,วันเกิดมิยาบิ,หงส์แพ้,ลอยกระทง,ปีใหม่,ไหว้พระจันทร์,วัน งดสูบบุหรี่โลก,แซยิดอากง,วาเลนไทน์,วันเด็ก,วันเกิด,รับปริญญา,ไหว้บ๊ะ จ่าง,วันครู,วันพระ,วันนี้,วันพรุ่งนี้,วันมะรืน ฯลฯ ไม่ว่าจะเทศกาลหรือวันสำคัญไหนๆเราคนไทยก็ทำตัวกลมกลืน ร่วมฉลองไปกับชาวโลกเขาได้ทั้งหมด  เอ้า...ชนแก้ว

12.Full Moon Party 
งาน ปาร์ตี้เดือนเพ็ญบนหาดริ้นของเกาะพะงันคือเป้าหมายของคนทั่วโลก ย้อนหลังไปเมื่อปี 1985 นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นนคนหนึ่งมาอาบแดดที่หาดริ้นจนถึงพลบค่ำในคืน 15 ค่ำ เขาได้เห็น เดือนเพ็ญสวยเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงามเย็นชื่นหนอยาม...พอๆจะร้องเพลงทำไม?จันทร์กระจ่างงามงดไร้ เมฆบดบัง ส่องแสงเย็นสะท้อนผืนน้ำวะวาววับขานขับอารมณ์ละมุมกรุ่นฟ่องคล้ายท่องบน สวรรค์ โชคดีของประเทศไทยที่เจ้าหมอนี่ดันเป็นนักเขียนหนังสือท่องเที่ยวซะด้วย หาดริ้นและเกาะพะงันก็เลยโด่งดังในฐานะที่มีแสงโสมส่องสวยที่สุดใน 3 โลก  ฟูลมูนปาร์ตี้เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคืนเดือนเพ็ญกองทัพหนุ่มสาวจากทั่วโลกต่างเอโลมารวมตัวกันเพื่อเมาให้หัว ทิ่ม ผับกลางแจ้งเรียงรายตลอดชายหาดผู้คนสนุกกันสุดเหวี่ยง สมัยก่อนงานนี้เป็นที่รวมของยาเสพติดและเซ็กซ์โชว์สดบนชายหาดที่ฟาดฟันกัน จะจะ แต่เดี๋ยวนี้ทางการเริ่มกวดขัน ทำให้นานๆครั้งถึงจะมีกลิ่นปุ๊นลอยมาซักที ยิ่งเดี๋ยวนี้เขาเริ่มเพิ่มความถี่ของปาร์ตี้ จากแค่คืนวันเพ็ญมาเป็น  คืนพระจันทร์ครึ่งดวง (Half Moon Party) และคืนเดือนมืด (Black Moon Party)เรียกว่ากะจะเมากันซะให้ได้ทุกคืนเลยว่างั้นและโปรแกรมนี้ก็ยังเป็น เป้าหมาย อันดับ 1 ที่หนุ่มสาวทั่วโลกใฝ่ฝัน รวมทั้งเราด้วย

13.สัมผัสตัว Here ที่เดินอยู่นอกสวนสัตว์
สัตว์ป่าคุ้มครองที่เรารู้จักกันมาแต่เด็ก วันนี้พวกมันพร้อมเผยโฉมให้เห็นในระยะประชิดแล้ว ด้วยจำนวนกว่า 200 ชีวิตที่ยึดพื้นที่สวนลุมพินีเป็นแหล่งอาศัย เซ็นสัญญาสมานฉันท์กับคนกรุงที่มาออกกำลังกายจนได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ สื่อถึงการเอื้ออาทรระหว่างคนกรุงกับสัตว์ป่าคุ้มครองจนฝรั่งมังค่าถึงขนาด บินมาพิสูจน์ด้วยตาตังเองถึงที่นี่ อย่าลืมหิ้วไก้สดมาฝากพวกมันด้วยล่ะ

14.แมลงทอดในตู้ขนมหวาน 
ไม่ เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่ออาหาร 2 ชนิดที่ต่างกันสุดขั้วดันมาอยู่รวมกันในตู้พลาสติกใสใบเดียวกัน ขนมหม้อแกงแนบชิดกับจิ้งหรีดทอด สาคูไส้หมูเป็นกิ๊กกับหนอนรถด่วน หรือวุ้นกะทิจะแอบจึ๊กกะดึ๋ยกับแมงป่องทอดกรอบ ระหว่างที่มือขวาตักขนมหวานๆใส่ถุง เฮียแกก้ใช้มือซ้ายพ่นซอสเค็มๆใส่ตั๊กแตนทอด..อะเมซิ่งไทยแลนด์

15.ข้ามถนนใต้สะพานลอย
รัฐบาลอุตส่าห์เจียดภาษีเพื่อมาสร้างสะพานลอยคนข้าม จะได้ไม่ต้องเกิดโศกนาฏกรรมบนท้องถนนกันบ่อยๆ แต่เราคนไทยเก่งเรื่องการเอาชีวิตรอดโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวช่วยว่าแล้วก็วิ่ง ข้ามถนนมันซะตรงใต้สะพานลอยนี่แหละ ให้มันเห็นกันไปเลยว่าข้านี่เจ๋งกว่าพร้อมฝากบอกผู้มีอำนาจมาด้วยว่า "ก็แกดันสร้างสะพานสูงเกินไป ไต่แล้วมันเหนื่อย รู้มั๊ย"

16.จีบแม่ค้าส้มตำสุดสวย
แม่ค้าที่ไหนจะจิ้มลิ้มเท่าที่นี่ ส้มตำยามค่ำคืนหน้าหัวลำโพงที่ตอนเด็กๆเราสงสัยว่าทำไมแม่ค้าแถวนี้ถึงได้ เฉิดฉายกว่าแถบอื่น แต่งตัวสวยให้ลูกค้าจีบได้ทุกคืน ครั้นโตขึ้นถึงได้รู้ว่า"อะไรเป็นอะไร" สมัยก่อนสถิตตรงเกาะกลางหน้าหัวลำโพง แต่ว่าตอนนี้ย้ายมาแถวทางลงรถใต้ดินใครอยากชิมก็เชิญ แต่บอกไว้ก่อน "ส้มตำ"แถวนี้แพงเอาการเชียวล่ะ

17.ข่าวแปลกใกล้หวยออก  
ถ้าคุณจะลองสังเกต ช่วงก่อนจะถึงวันที่ 16 และวันที่ 1 ของทุกเดือนประมาณ 1-2 วัน หนังสือพิมพ์ประเทศนี้จะอุดมไปด้วยข่างแปลกประหลาดมหัศจรรย์พันลึก จำพวกแมงวออกลุกเป็นลิง,สิงห์สามขา,หมาสามไข่,ปลากรายพูดได้,ปลาไหล เผือก,เงือกสามนม,ขนมหม้อแกงงอกราก,หมากหน้าคน,ลิงทะโมนคิดเลขได้ฯลฯ พร้อมระบุวันหรือเวลาที่พอจะตีเป็นเลขเด็ด
ว่าแล้วชาวบ้านก็จะเฮโลกันไปจุดธูปโรยแป้ง ก่อนจะเอามือถู เจ้าประคู๊ณ..ขอโดนๆซักงวดเหอะ

18.ไล่ตื้บกรรมการในสนาม
เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่า ในเกมฟุตบอลนั้นความผิดพลาดมันสามารถจะเกิดขึ้นได้ทุกวินาที มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักเตะกับกรรมการจะต้องพานมีเรื่องให้ต้องเถียง กันคอเป็นเอ็นอยู่ในทุกแมตช์ที่แข่งขันนี่ถ้าเป็น FA เขาจะมีระบบการให้คะแนนการทำหน้าที่ของกรรมการเพื่อประเมินผลงาน หรือไม่ก็แค่การประท้วงด้วยวาจาของนักเตะ แต่ที่นี่เมืองไทยครับพี่น้อง เมื่อไม่พอใจการตัดสินมันก็ต้องลุยให้เละกันไปข้าง โดดลงสนามได้ก็ไล่ตื้บกรรมการซะจนสะบักสะบอม ถึงขนาดต้องโกยหนีเข้าห่องแต่งตัวก่อนเวลา มันต้องยังงี้ถึงจะสาสมความผิด...ฮึ...

19.ให้อาหารช้างก็ได้...ง่ายจัง
เมื่อก่อนคุณอาจต้องเดินทางไปสวนสัตว์ถึงจะได้เห็นช้างไทยในระยะประชิด แต่ในยุคสมัยนี้ที่อะไรก็เดลิเวอรี่แบบนี้ คุณจะสามารถสัมผัสช้างแบบใกล้ชิดที่ไหนก็ได้ โดยเฉพาะในเมืองกรุง เพียงแค่คุณนั่งซดน้ำก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมฟุตบาทก็จะมีพี่ชายหน้าตาเหน็ด เหนื่อยเดินมาถามว่า "ให้อาหารช้างมั๊ยเพ่" ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงแหลมๆ"โฮ่งแปร๊น"ของเจ้าช้างน้อยน่าสงสาร..รู้งี้ เกิดมาเป็นแพนด้าซะก็ดี....

20.Panda Fever
แม้แพนด้าจะไม่ใช่สัตว์ประจำชาติของไทย แต่ด้วยความที่เราเป็นคนไทยอัธยาศัยงาม มันจึงไม่ใช่เรื่องประหลาดที่กระแสความฮิตของแพนด้าจะมาแรงได้ตลอดปี รายการข่าวทีวีต้องสละเวลา 1 นาที เพื่ออัพเดตชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ล่าสุดเห่อกันสุดๆเห่อกันซะจนสัตว์อื่นอิจฉา ว่าแล้วช้างที่อยุธยาก็ออกมาแปลงโฉมเป็นช้างแพนด้าเพื่อเรียกความสนใจ แม้กระทั่งจระเข้ยังทนไม่ได้ขอเป็นไอ้เข้แพนด้าด้วยคน  เรื่องของความดังนี่มันห้ามไม่ได้จิงๆวุ๊ย

         20 ประการที่ว่ามานี้ เราอยากให้อ่านกันแบบขำๆแต่ถ้าคุณเกิดสะดุดใจข้อไหน ถ้าช่วยหาทางแก้ไขได้ก็ช่วยกันไป แต่ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ขอให้คิดซะว่ามันเป็นสีสันที่ทำให้เราได้อยู่กันแบบหนุ กๆ เพราะไม่ว่ายังไงที่นี่ก็คือบ้านเรา  "ประเทศไทย"



ขอบคุณนิตยสาร FHM

คุณค่า 7 ประการ ที่ควรมีอยู่ในตัวคนทำงาน โดย คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

     สาระของ Blog ประจำวันอาทิตย์ ขอหยิบยก “ถ้อยคำ” ที่ดีมีค่ามากกว่า “ทองคำ” เพราะสามารถโน้มนำความคิดและการกระทำของมนุษย์ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้อย่างไม่หยุดยั้ง และ”ถ้อยคำ” ในหนังสือคำสร้างคน คือถ้อยคำที่คัดสรรมาจากงานเขียนอันทรงคุณค่าของ คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ในวาระโอกาสต่างๆ มีทั้งถ้อยคำของซีอีโอ ซีพีออลล์ เอง และถ้อยคำของบุคคลอื่นๆ ที่คุณก่อศักดิ์ชื่มชมนับถือ มาแบ่งปันกันค่ะ
แกร่ง กล้า สัจจะวาจา สามัคคี มีน้ำใจ ให้ความเคารพผู้อื่น ชื่นชมความงามแห่งชีวิต

คุณค่า 7 ประการ ที่ควรมีอยู่ในตัวคนทำงาน

      “แกร่ง”
     หมายถึง มีความอดทน อดกลั้น ต่อปัญหาอุปสรรค เช่นเดียวกับเหล็กที่ดีต้องเหนียวทนทาน ไม่ใช่แข็งแต่เปราะหักง่าย ล้มแล้วต้องลุกเป็น แม้มีความผิดพลาดผิดหวังก็ไม่ย่อท้อ ทำอะไรต้องกัดไม่ปล่อย มีความพยายามมุ่งมั่นทำงาน จนเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย
     “กล้า”
     หมายถึง มีความกล้าหาญในคุณธรรมและจริยธรรม กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำในทางสร้างสรรค์ กล้าต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคมรวมทั้งกล้าต่อสู้กับนายตนเองในสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกไม่ควรแต่ที่ยากที่สุด ก็คือนายที่กล้าต่อสู้กับลุกน้อง โดยไม่กลัวว่าจะได้รับคะแนนนิยม มีนายจำนวนไม่น้อยที่ชอบอ้างเพื่อสร้างความดีความชอบกับลูกน้องว่า “ผมอยากให้ผลตอบแทนคุณสูงๆ แต่บริษัทฯ ไม่ให้” คนจำพวกนี้ถือว่า ขาดความกล้าที่จะพูดความจริง
     “สัจจะวาจา”
     หมายถึง การรักษาคำพูดที่ตนเองได้ตกลงกับผู้อื่นไว้ เพราะถ้าพูดแล้วไม่ทำตามคำพูด ต่อไปคำพูดของเราก็จะไม่มีค่า และตัวเราก็จะไม่มีค่าตามไปด้วย ถ้ายังลังเล ก็ขอให้คิดอย่างรอบคอบ จะคิดในใจร้อยรอบพันรอบ กลับไปกลับมาอย่างไรก็ไม่มีใครว่า แต่เมื่อใดที่คำพูดหลุดออกจากปาก ก็ต้องยึดถือตามนั้นอย่างที่มีคนเคยย้ำไว้ว่า “ก่อนพูด เราเป็นนายคำพูด แต่พูดแล้วคำพูดเป็นนายเรา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้นำองค์กร ถ้า 3 วันเปลี่ยนคำสั่ง 3 อย่างกลายเป็นนโยบายรายวัน คงไม่มีลูกน้องที่ไหนศรัทธาหัวหน้าประเภท “ไม้หลักปักขี้เลน” เช่นนี้
    “สามัคคี”
    หมายถึง การทำงานเป็นทีม ร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่รวมตัวกันไปตีกับใคร ต้องสามัคคี ทั้งในที่ลับที่แจ้ง ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ใช่มือหนึ่งถือปังตอซ่อนไว้ข้างหลัง ใครเผลอก็เป็นหมูบะช่อก่อน การทำงานที่ดีต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เราต้องดูแลเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ หรือหน่วยอื่นๆ ให้มีผลงานด้วย เพราะมว่าใครก็รังเกียจคนประเภท “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น”
     “มีน้ำใจ”
    ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายมากเพราะเป็นคุณสมบัติมาตรฐานของคนไทยขนาดที่มีเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง นำไปโฆษณาร้องตะโกนถามว่าเป็นคนไทยรึเปล่า ? ถ้าเป็นคนไทยก็มีน้ำใจแน่นอน เพียงแต่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันอย่างร้อนแรง น้ำใจอาจจะเหือดแห้งสูญหายไป ปมเชื้อว่าโดยพื้นฐานคนไทยยังพอมีน้ำใจต่อคนใกล้ตัวในครอบครัวและคนในองค์กรเดียวกัน
     “ให้ความเคารพผู้อื่น”
     หมายถึง การเคารพสิทธิ ความคิดเห็นและความสามารถของผู้อื่น ให้เกียรติกันและกัน แต่ทั้งนี้ต้องเกิดจากความจริง เป็นความตระหนักในคุณค่าของผู้อื่นจากภายในของเรา แล้วแสดงออกมาภายนอก มิใช่เกิดจากการเสแสร้งแกล้งทำ เพราะมารยาทจอมปลอมหรือความอ่อนน้อมเพียงเปลือกนอกจะไร้คุณค่าทันที เมื่อมีคนรู้ทัน
     “ชื่นชมความงามแห่งชีวิต”
     หมายถึง การดำเนินชีวิตอย่างงดงาม แบ่งเวลาสำหรับการงานและการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม มีความสุขจากการชื่นชมคุณค่าของงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ถูกครอบงำจากวัตถุภายนอกมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี และมีความสุข สามารถภาคภูมิในใจตนเองและเป็นที่ภาคภูทมิใจของบริษัท

from CP ALL BLOG ขอขอบคุณ



10 ข้อห้ามอย่าทำในเกาหลี





ดูเหมือนว่า ช่วงนี้อะไรๆ ก็จะกลายเป้นเกาหลีไปซะหมด ตั้งแต่เสื้อผ้า หน้าผม รวมไปถึงการท่องเที่ยว ที่หลายครอบครัวต่างหันเหจากยุโรป ไปตามรอยซีรีส์ดังที่เกาหลีกันใหญ่ วันนี้เราจึงหยิบเอาข้อห้ามที่ไม่ควรทำในเกาหลี มาบอกกัน...



อันดับ ที่ 1 คุณคือ Tourist ไม่ใช่ Business man



ถ้าคุณไม่อยากเจอปัญหาหนักอกกับใบหน้าเจี้ยมๆ ของ ต.ม.(กองตรวจคนเข้าเมือง)คุณต้องไม่กรอกจุดประสงค์ในการเข้ามาประเทศเกาหลี ใต้ในเอกส ารว่า Business อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นคุณจะต้องเสียเวลากับกิริยาก้าวร้าวและไม่รับฟังเหตุผลของพนักงาน ที่นั่นจ นคุณอาจจะฉุนขาดได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมาที่เกาหลีเพื่ออะไร คุณต้องบอกและกรอกไปว่าคุณคือ Tourist



อันดับ ที่ 2 ฉ่อน จี ฮยอน ไม่ใช่ จอน จี ฮุน



หากคุณคลั่งไคล้ฉ่อน จี ฮยอน มากถึงขั้นจะบินไปหาเธอที่เกาหลีคุณต้องท่องและออกเสียงชื่อของเธอให้ขึ้นใจ ว่าฉ่อน จี ฮยอนไม่ใช่ จอน จี ฮุนถ้าคุณไปถามคนที่นั่นว่ารู้จัก จอน จี ฮุน บ้างไหมเขาอาจจะเข้าใจว่าบุคคลนี้เป็นอาชญากรตัวร้าย และคุณคือผู้สมคบคิดข้ามแดน (ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน สถานที่ สิ่งของ เมื่ออยู่ที่นั่นแล้วคุณควรออกเสียงให้ถูกต้อง)



อันดับ ที่ 3 อย่าโบกแท็กซี่คันสีดำ



คุณอย่าใช้ความเคยชินในเมืองไทย ที่ว่าจะต้องขึ้นแท็กซี่รุ่นใหม่ เท่านั้นเพราะถ้าคุณ เผลอไปใช้บริการแท็กซี่สีดำที่มักจะลวงตาคุณด้วยยี่ห้อเบนซ์หรือ บีเอ็มดับเบิ้ลยู คุณอาจจะหมดตัวเอาง่ายๆเพราะรถประเภทนี้คือรถ เดอลุกซ์(ภาษาเกาหลีเรียก ว่าโมบอม) และมิเตอร์จะเริ่มต้นราคาที่แพงกว่ารถคันอื่นๆเกือบเท่าตัว! (ทางที่ดีคุณควรจะหัดขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินจะดีกว่า)



อันดับ ที่ 4 อย่าทำอะไรกวนใจโชเฟอร์



คนเกาหลีดุมาก อันนี้เรื่องจริง แม้โชเฟอร์แท็กซี่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หากคุณนั่งอยู่บนรถของเขาและเกิดนึกจะหยิบจับปรับช่องแอร์อะไรก็ตาม โชเฟอร์จะตวาดคุณทันทีด้วยน้ำเสียงเหมือนคุณจะเบี้ยวค่าโดยสาร และหากโชคไม่ดีคุณจะโดนตีมือดังเพี๊ยะ! ให้งงเล่น



อันดับ ที่ 5 ระวังถูกชน!



ไม่ได้หมายถึงถูกรถชนนะครับ คนเกาหลีนี่แหละที่จะชนคุณจนหงายเก๋งได้ แถมยังไม่มีแม้แต่คำขอโทษ เพราะคนที่นี่ทั้งชายและหญิงต่างเดินกันเลนไหนเลนนั้น ใครขวางข้าชน ซึ่งถ้าคุณต้องสัญจรบนทางเท้าอันพลุกพล่านในเกาหลี และแน่ใจว่าไปไม่รอด ขอแนะนำให้สวมฟองน้ำไว้ที่หัวไหล่ตั้งแต่ลงจากเครื่อง บิน!



อันดับ ที่ 6 อย่าสั่งกาแฟเย็น(ในร้านฟาสต์ฟูด)



ไม่เชื่ออย่าลบลู่ ถ้าคุณไม่อยากเสียเงินซื้อน้ำล้างจานฟรีๆไม่ได้พูดโอเว่อร์ เพราะกาแฟเย็นในร้านฟาสต์ฟูดของเกาหลีรสชาติแย่จริงๆ สันนิษฐานได้ว่าที่เกาหลีมีร้านกาแฟอยู่มากมาย และผู้คนก็ชอบที่จะดื่มกาแฟตามร้านเหล่านั้นมากกว่าดังนั้น เครื่องดื่มชนิดนี้ในร้านฟาสต์ฟูดจึงไม่ได้รับการปรับคุณภาพตามมาตรฐาน ISO แต่อย่างใด



อันดับ ที่ 7 อย่ามักง่าย(ในร้านฟาสต์ฟูด)



แม้กาแฟเย็นจะไม่เอาอ่าว แต่เรื่องความเป็นระเบียบวินัย และสปิริตการรักษาความสะอาดในร้านฟาสต์ฟูด คงต้องยกให้คนเกาหลี คุณคิดดูสิ นอกจากจะรณรงค์ให้คนเก็บภาชนะ เทขยะลงถังแล้ว ยังละเอียดถึงขั้นให้แยกประเภทภาชนะอีกด้วย และคนเกาหลีทั้งวัยรุ่นขาโจ๋หรือคนแก่แค่ไหน ต่างก็พร้อมใจกันทำเหมืนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ดังนั้นคุณอย่าเผลอทำตัวเหมือนในบ้านเราเด็ดขาด!



อันดับ ที่ 8 อย่าซื้อของปลอม!



ไม่ใช่จะมาโปรโมตเรื่อง ลิขสิทธิ์ทางปัญญา แต่จะบอกว่าคุณภาพของก๊อปปี้ในเกาหลีก็ไม่ต่างจากสินค้าย่านประตูน้ำสักเท่า ไหร่ ดังนั้น หากคุณจะซื้อของปลอมจากที่นั่น และมาย้อมแมวหลอกเพื่อนว่าเป็นสินค้าจากเกาหลีคุณก็อาจจะเสียเพื่อนเอาง่ายๆ



อันดับ ที่ 9 อย่าหวังพึ่ง ฟุด ฟิต ฟอ ไฟ



แม้คุณจะได้ความมั่นใจในการฟุด ฟิต ฟอ ไฟ จากครูเคทมาแล้วหลายครั้ง แต่การพูดภาษาอังกฤษในเกาหลีต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน เพราะคนที่นี่นอกจากจะไม่พูดอังกฤษแล้ว เขาก็ไม่มองว่าคนพูดอังกฤษได้จะดูเป็นคนเก่งหรือน่าชื่นชมแต่อย่างใด จึงเห็นได้ชัดเจนว่าในเกาหลีมีชาวฝรั่งมาท่องเที่ยวกันน้อยเหลือเกิน




อันดับที่ 10 อย่าหวังพบคนถูกใจ



ไอ้ที่คุณวาดฝันมาจากหนังรัก เกาหลีทั้งหลายและหวังจะมาพบเจอหนุ่ม ตี๋หล่อผู้สุภาพหรือสาวน่ารักจิ้มลิ้มในแดนกิมจิ คุณควรยุติมันไว้แค่นั้น เพราะหนุ่มสาวส่วนใหญ่ในเกาหลีนั้นหน้าตาธรรมดามากๆ(ค่อนข้างไปทางแย่) ไม่ว่าจะไปเดินในแหล่งที่อุดมวัยรุ่นแค่ไหนก็ยังหาที่โดนใจได้ยาก เพราะที่เราเห็นสวยหล่อในหนังละครนั้นเป็นประชาชนส่วนน้อยครับ (หนุ่มสาวชาวไทยเจ๋งกว่าเยอะ)



ขอขอบคุณข้อมูล/ภาพประกอบจาก : toptenthailand.com


ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก sanook.com

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ชีวิตนี้มีแต่สุข

เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน
“ชีวิตนี้มีแตสุข

ในยุคนี้น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าของตำนานพูดไปด่าไปอันลือลั่น การที่คนคนหนึ่งซึ่งดูดุดัน ก้าวร้าว จะสามารถบรรจงสร้างงานศิลปะที่อ่อนช้อย งดงามราวเนรมิตได้นั้น มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เรามารู้จักตัวตนของเขาให้ลึกซึ้งกว่าที่เคยกันดีกว่า 

ขอเริ่มด้วยความสำเร็จของอาจารย์ในวันนี้ว่ามีที่มาอย่างไร
มีธรรมะและสติเป็นธงชัยนำชีวิต รู้ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไร ไม่หวังจะกอบโกย รักในสิ่งที่ทำ มุ่งมั่นตั้งใจจริง ธรรมะสอนให้มีเป้าหมาย ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในโลกนี้อย่างปราศจากทุกข์ เมื่อปราศจากทุกข์แล้ว เราจะมีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ รู้จักให้เกียรติผูอื่น ท3ให้เจริญก้าวหน้า ทำอะไรก็สำเร็จ
ทราบมาว่าที่วัดนี้มีพนักงานเป็นร้อย แต่ไม่มีปัญหาในการทำงาน อาจารย์มีหลักในการบริหารจัดการอย่างไร
ง่าย! ใจต้องเป็นธรรมะมากที่สุด ใจต้องไม่มุ่งหวังให้เป็นของกู ไม่เอาเปรียบผู้อื่น วัดนี้ไม่เคยมีปัญหา ไม่มีใครย้ายไปทำงานที่อื่น ไม่มีใครทอดทิ้งเรา ทุกคนอยู่กันดี ทุกคนต้องอิ่ม ครอบครัวเขาต้องมีความสุข สวัสดิการเขาต้องดี ชีวิตครอบครัวเขาต้องดี ใจที่เป็นเมตตานั่นคือการบริหารที่ดีที่สุด 

สวัสดิการมีอะไรบ้าง
ให้ทุกอย่าง ให้โบนัสเหมือนที่อื่น มีเงินให้ยืมฟรีในกรณีฉุกเฉิน ที่นี่เราประชุมกันทุกเดือน หลังจากประชุมเสร็จก็จะถามถึงปัญหาครอบครัว ใครมีปัญหาบอกมา ลูกเรียนหนังสือฟรี รักษาพยาบาลฟรี 

อยู่ดีกินดี ไม่ต้องเสียค่าน้ำค่าไฟ รักษาโรคทุกอย่าง ตายเผาให้ ที่นี่เลี้ยงจนตายไม่มีเกษียณอายุ แก่ลงก็กวาดใบไม้ไป นี่ตายมา 3 คนแล้ว เราก็เผาให้ ไม่ใช่แค่ลูกศิษย์เรา ชาวบ้านเราก็ทำให้ ฟรีหมด รถขนศพ อาสนะ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ไม่ว่าใครตาย ไม่ว่ายากดีมีจน เราจ่ายให้ ศพละประมาณสองพันบาท อีกหน่อยเมรุเสร็จ คนงานก็เผาที่นี่เลย เผาฟรี 

อาจารย์กำหนดเงินเดือน เงินโบนัสอย่างไร
พนักงานเขากำหนดของเขาเอง ประชุมกันเอง เราสอนเขาในเรื่องคุณธรรม ไม่ห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่ตัว สอนมัชฌิมาปฏิปทา สอนธรรมะทุกอาทิตย์ สอนมาเป็นสิบๆ ปี ตั้งแต่มันเป็นคนชั่ว กระทั่งเป็นคนดี ขี้เหล้าเมายา สำส่อน เลว กลายเป็นคนดีหมด เป็นคนชอบเลี้ยงคนเลวให้เป็นคนดี
ที่นี่พนักงานจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือนหรืออะไร หัวหน่าฝ่ายรวม 13 ฝ่าย เราสอนเขาเรื่องประชาธิปไตย การบริหารวัด สอนหมด ผู้จัดการควรทำอะไร ผู้ช่วยผู้จัดการทำอะไร เลขาฯทำอะไร หัวหน้าฝ่ายทำอะไร คนล้างห้องส้วม คนสวน สอนเองหมด แล้วทำให้ดูด้วย ฝ่ายประชาสัมพันธ์นี่สอนตั้งแต่พูดไมโครโฟน เริ่มจากจดให้แล้วบอก “มึงมานั่งข้างกู กูพูดให้มึงฟัง แล้วมึงพูดตาม สอนๆๆ จนเดี๋ยวนี้มันเก่งชิ_หาย ทุกอย่างสอนตัวต่อตัว จบป.6-ป.4 ก็พอ ไม่ต้องเรียนจบสถาบันไหน มึงมาเรียนกับกู”
วิธีสอนต้องสอนด้วยความเมตตา สอนด้วยการทำเป็นตัวอย่าง ไม่ได้สั่งอย่างเดียว เราทำทุกอย่างในวัดนี้ เช็ดถูพื้น กวาดขยะ กวาดใบไม้ ทำจนพวกมันเกรงใจ เมื่อก่อนต้องใส่หมวกเดินแทงขยะทั่ววัด ไม่พูดสักคำ แทงขยะ แทงใบไม้คนเดียว จนเดี๋ยวนี้ลูกศิษย์เห็นใบไม้หล่นอยู่ใบเดียวก็เก็บ เห็นเราจับไม้กวาดมันวิ่งมาแย่ง ไม่เคยต้องถือไม้กวาดเลยตอนนี้หาอะไรเก็บไม่ได้เลย
เลิกงานแล้วพายุมา มันวิ่งกันมาหมดเลย มาจากบ้าน มาเก็บเต็นท์ เก็บของ กวาดใบไม้ที่ปลิว ถ้าฝนตกกลางคืน ตีห้ามาดูเลย ออกมายี่สิบสามสิบคน มากวาดใบไม้หมดภายในพริบตา นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการบริหารจัดการคน บริหารจนความรู้สึกในใจเขาเหมือนเรา มีความรักวัดเหมือนกัน มีความรับผิดชอบเหมือนกัน มีความปรารถนาให้ความงดงามแก่ประชาชนเหมือนกัน
สอนมันว่า “บุญของมึงอยู่ใกล้กว่าคนอื่น มึงเก็บใบไม้ใบหนึ่ง มึงเก็บขยะชิ้นหนึ่ง มึงดูแลวัดด้วยความเป็นห่วงเป็นใยก็เป็นบุญของมึง มึงบริการประชาชนที่มาก็บุญของมึง มนุษย์คนอื่นสู้มึงไม่ได้เพราะต้องแสวงหาบุญ แต่บุญของพวกมึงอยู่ใกล้มึงตลอดเวลา”
เงินเดือนคือสัมภาระของชีวิต แต่บุญคือสัมภาระของจิตวิญญาณ ต้องแสวงหาเอง 

แล้วภายในครอบครัวของอาจารย์มีหลักในการจัดสรรเงินอย่างไร
สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าเป็นหนี้ หาได้เท่าไรก็ใช้แบบพอเพียง รู้จักแบ่งสันปันส่วน จะต้องมีเงินเหลือติดกระเป๋าทุกครั้ง อย่าใช้จนหมดตูด เวลายากจนเนี่ย หาเงินไม่ได้จริงๆ ก็อด ไม่กิน บางครั้ง ก็กินข้าวกับน้ำปลา พอมีเงินต้องมีเก็บและต้องไม่เป็นหนี้ เมื่อก่อน ประกวดผลงานได้เงินรางวัลมาหมื่นห้า แทนที่จะเอามาเลี้ยงกัน นี่ไม่เอา ไม่เลี้ยงใคร เลี้ยงเพื่อนสนิทจริงๆ สองสามคน อย่างเก่ง เลี้ยงข้าวสองสามร้อยบาท ประเภทเลี้ยงเหล้าเมาหัวราน้ำหมดไปห้าพัน อย่าฝืน ไม่ทำเพราะวันข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า ตอนยากจน โคตรระวังในการใช้เงิน จะใช้เงินแบบวันข้างหน้าอาจจะอด พอรวยแล้วก็ยังเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งรู้ว่าวันข้างหน้าไม่อดแล้ว ไม่จำเป็นต้องระวังแล้ว ก็สุรุ่ยสุร่ายขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังเก็บเงิน ต่อให้เที่ยวสำส่อนขนาดไหนก็มีเงินเก็บ ถ้าเราตาย เมียจะดูแลทุกอย่างหมด ไม่เคยเก็บเงินใช้ส่วนตัวแม้แต่บาทเดียว มีชีวิตที่เรียบง่ายที่สุด กินข้าววัด กินพร้อมลูกศิษย์มันเคาะระฆังก็ไปกินกับมัน ไม่ใช้เงิน ดูแลครอบครัวก่อน จากนั้นทำบุญสร้างวัดหมดเลย 

อาจารย์มีวิธีสอนลูกอย่างไร
กับลูกสอนประจำว่า “จงมีความสุข” ไม่มีคำสอนอะไรที่มากกว่านี้ ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ให้เขาทำทุกอย่างที่เขามีความสุข แต่ไม่ต้องเบียดเบียนใคร
ทุกวันนี้สังคมไทยชอบพอกพูนกิเลสให้แก่ลูก เด็กถูกพ่อแม่ ถูกสังคมยัดกิเลสให้ไม่รู้จักพอ อยากได้ อยากดี อยากเด่น อยากทุกอย่าง แต่เราหยิบยื่นความสุขให้แก่ลูก บอกเขาว่าไม่ต้องเคร่งเครียดในการเรียนมาก ไม่เคี่ยวเข็ญลูก ไม่จำเป็นต้องได้ที่หนึ่ง แต่จงเรียนอย่างมีความสุข ให้ผ่าน ให้รอดพอ ข้างหน้าจะเป็นยังไงลูกไม่ต้องใฝ่ฝัน ไม่ต้องอยากเป็นหมอ ไม่ต้องอยากเป็นอะไรที่คนอื่นเขาอยากเป็น ลูกจงถามใจของตัวเองว่าลูกปรารถนาอะไรที่เป็นความสุข แล้วจงทำสิ่งนั้น ลูกไม่ต้องไปสนใจว่าอาชีพอะไรที่ทำให้ลูกร่ำรวย อย่านึกถึงความร่ำรวย จงนึกถึงความสุขในใจของตัวเอง แล้วจงทำมัน ได้เงินน้อยไมjเป็นไร แต่ความสุขมีค่ามากกว่า
จงแสวงหาเงินเพื่อเลี้ยงชีวิตให้มีความสุข แต่ไม่ใช่แสวงหาความร่ำรวยแล้วทุกข์
เสียชาติเกิด
แล้วสอนให้เขารู้จักความทุกข์ด้วยหรือเปล่า
แน่นอน เมื่อเขามีความสุขแล้วเราก็จะพูดถึงความทุกข์ทันที จะบอกเขาว่า ขณะนี้ลูกมีความสุข แต่ลูกจะต้องมีความทุกข์ตามมา เป็นต้นว่า ทุกข์เมื่อเสียของรัก ถูกเพื่อนขโมยของ หรือโตขึ้นมามีแฟนแล้วแฟนทิ้ง เมื่อลูกมีความสุข จะพูดถึงความทุกข์ให้ฟังด้วย ไปงานศพต้องพูด ใครตายต้องพูด เพื่อใหเห็นการพลัดพราก ยิ่งเพื่อนตายยิ่งดีเลย เขาจะได้รู้จักว่า ดีเลว สุขทุกข์ คู่กันเสมอ
แล้วตัวอาจารย์เอง สมัยวัยรุ่นเป็นอย่างไร
เราก็บ้าบอคอแตกของเราไป กินเหล้าเมายา เที่ยวสำส่อน แต่โชคดีที่มีธรรมะมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่มนุษย์ต้องเป็นไปตามวัย แต่ว่าเรารู้ตัวตลอด เราบอกตัวเองว่า ต้องการรู้ถึงความเลวเพื่อปลอยวางในอนาคต 

อาจารย์เคยลองเสพยาไหม
ลองทุกอย่าง กัญชา ยากล่อมประสาท อยากรู้ว่ีามันเป็นยังไง แต่ไม่ติด เพราะต้องการศึกษา ต้ัองการเรียนรู้ ไม่ได้หลงใหลไปกับมัน แต่เด็กที่อ่อนแอ ไม่มีธรรมะนั้น
อย่าแตะต้องสิ่งเหล่านี้ เพราะมันไม่มีเป้าหมายอย่างเรา ว่าวันหนึ่งข้างหน้ากูต้องเป็นคนดีคนที่อ่อนแอ พอเสพก็ติดหลงใหลไปเลย แต่เรารู้จักเบรก มีสติ 

รู้สึกว่าตัวเองมีธรรมะตั้งแต่เมื่อไร
ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเรามีธรรมะ แต่ว่ามันถูกสติเบรกตลอดเวลา เช่นเมื่อวันที่เมาที่สุด กลับมาบ้านตอนตีสามตีสี่ น่าจะมีความสุขกับสิ่งที่เสพมาทั้งหมด กินเหล้า มีผู้หญิงสวยๆ คิดดูสิ มันน่าจะมีความสุขใช่ไหม กลับมาบ้านแฮ๊ง เมาชิ_หาย นอนเอนหลังอยู่บนเตียง จิตมันถามเลยว่า “ไอ้เหลิม มึงสุขเหรอ มึงสุขจริงเหรอวะ” เมื่อมีคำถาม เราถึงมีความรู้สึกว่า “กูไม่ได้สุข กูเป็นทุกข์ หนึ่ง กูปวดหัว สอง พรุ่งนี้กูต้องมีปัญหากับผู้หญิงแน่ ต้องมีเรื่องวุ่นวายกับสิ่งที่กูกระทำเมื่อคืนนี้ กูไม่ได้สุขเลย กูหลอกลวงตัวกูเอง” การตอบตัวเองนำไปสู่การเรียนธรรมะ เริ่มจากการอ่านงานเขียนของอาจารย์พุทธทาส “คู่มือมนุษย์ ”
หลังจากเหตุการณ์นั้นเลยรู้ว่า เฮ้ย! ในใจกูมีธรรมะนี่หว่า 

ทำไมถึงเลือกศึกษาธรรมะของท่านพุทธทาส
เพราะเราไม่เชื่อเรื่องไร้สาระ เราเชื่อเรื่องเหตุและผล บังเอิญมีหนังสือ คู่มือมนุษย์ อยู่แล้วที่บ้าน แต่ไม่เคยอ่าน มีหนังสือธรรมะอยู่เต็มบ้าน เมื่อปี 2525 ศึกษามาหมดนะ ศึกษามโนมยิทธิ ศึกษาพระธรรมกาย ศึกษายุบหนอพองหนอ ศึกษาทุกสาย เพื่อมุ่งหวังไปสู่ไสยศาสตร์ เดิมทีสนใจเรื่องพวกนี้ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ ก็ละวางหมด 

อาจารย์เชื่อเรื่องชาติภพไหม
เชื่อมาก และเชื่อว่าธรรมะปฏิบัติในภพชาตินี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่ภพชาติที่เราปรารถนา ตอนนั้นศึกษาธรรมะของอาจารย์พุทธทาสจนเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เริ่มด้วยการฆ่ากิเลสในใจตัวเอง คือ ก้าวข้ามกระโดดไปสู่การฆ่ากิเลสในใจตัวเอง ฝึกละกิเลส ตั้งแต่ความโลภ ความอิจฉาริษยา ความหลง ยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่าง 

มีขั้นตอนไหมว่าต้องเริ่มละกิเลสตัวไหนก่อน
เริ่มจากตัวที่ง่ายที่สุดก่อนเพื่อเป็นกำลังใจ สำหรับตัวเองที่ง่ายที่สุดคือ ฆ่าเรื่องวัตถุ บ้าบอคอแตก ความบ้าเพชร บ้าพลอย ฆ่าวัตถุ นำไปสู่การฆ่าความหลง ความยึดมั่นถือมั่น เหล่านี้ฆ่าก่อน เพราะมันเป็นตัวอ่อนที่สุดของตัวเรา แต่บางทีมันเป็นตัวแข็งที่สุดของคนอื่น
ฝึกตัวเองให้กินเหล้าน้อยลง กินอย่างมีสติ เจอผู้หญิงสวย ชอบ แต่หยุดยั้งตัวเอง ไม่ลามปามไปสู่การเอาเปรียบผู้อื่น บางคนสวยมาก ทนไม่ได้ พาไปกินข้าว กินข้าวแล้วไม่เอา ถึงแม้ผู้หญิงจะให้โอกาสก็ไม่ทำ สติเบรกตลอดเวลา ไม่ทำอะไรที่ล่วงเกินก้าวข้ามไปสู่สิ่งที่ผิดศีลธรรม
ตอนหลังถอดเครื่องเพชร ถอดนาฬิกาแพงๆ ทิ้ง ไม่ซื้ออีก ไม่ปรารถนา ใส่เสื้อม่อฮ่อม ในขณะที่เมื่อก่อนไปออกงานที่ไหนไม่ใส่เครื่องเพชรไม่ได้ ทุกคนยังไม่เชื่อ หาว่าตอแหล เดี๋ยวมันก็กลับมาใส่อีก 

สำหรับอาจารย์ กิเลสตัวไหนฆ่ายากที่สุด
ความโกรธ ความโกรธนี่ยากที่สุด อันนี้ฝึกฆ่ามาตลอด จนเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่อยู่วัดมา
สี่ปีแรกก็ยังมีความโกรธ มีความไม่พอใจ สติหยุดความโกรธได้ช้า แต่ไม่เหมือนสมัยหนุ่มนะ สมัยหนุ่มเนี่ยโหดเหี้ยมมาก ตัวนี้ยากที่สุด เหลืออยู่ตัวเดียว ทุกวันนี้ก็พยายามแก้ แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก สามปีหลังนี้ดีมาก ไม่เคยโกรธ หรือถ้าโกรธขึ้นมาก็หยุดยั้งได้เร็วกว่าแต่ก่อน 

กับคนที่เรารักนี่โกรธไหม
โกรธหมด รักเริกอะไร โกรธหมด ไม่พอใจกูโกรธหมด ตัวนี้ฆ่ามันทุกวัน ฆ่ามันทั้งภายนอกภายใน เมื่อภายนอกเกิดความโกรธ สติต้องกำหนดว่า มึงโกรธแล้ว หยุดความโกรธ คำสั่งจะออก แต่เมื่อก่อนนี้คำสั่งออก ทำเลย ไม่สน กะซวกทันทีเลย
ตอนหลังนั่งสมาธิ ย้อนรอบ ชอบนั่งสมาธิตอนตีสองตีสาม มันจะย้อนให้เราเห็น ภาพอย่างละเอียด ทำไมกูยั้งไม่อยู่ จิตกูทำไมพ่ายแพ้กับมัน จะเห็นภาพชัดมาก เอาละ รอบหน้า เราจะยั้งด้วยวิธีอะไร อย่างนี้เขาเรียกว่าแก้ภายนอกแล้วแก้ภายใน แต่ถ้าไม่แก้ภายใน ภายนอกยังไงก็แก้ไม่ได้ 

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า ก่อนตายถ้าจิตสุดท้ายคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เคยทำมา แม้จะเคยทำชั่วมาบ้าง แต่ถ้าจิตสุดท้ายกระหวัดไปถึงบุญกุศล ก็จะทำให้ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ อาจารย์เชื่ออย่างนั้นหรือเปล่า
การฝึกวิปัสสนาฆ่ากิเลสของตัวเองก็เพื่อมุ่งไปจิตสุดท้ายนี่แหละ เราจะได้ไม่ต้องไปกระซิบข้างหูคนที่กำลังจะตายให้คิดถึงวัด คิดถึงบุญกุศล เพราะเอาเข้าจริงมันคิดไม่ได้หรอก ตัวกิเลสมันมีอำนาจมากกว่า ความหวงผัว หวงทรัพย์สมบัติ ความกลัวตายมันมากกว่า กูจะตายจริงเหรอ โอ้ย! กูไม่อยากตาย กูไม่อยากตาย หลานกูยังเล็กอยู่ ผัวกูมันต้องไปมีเมียน้อยแน่ สมบัติที่ซ่อนไว้ยังไม่ได้บอกใคร อยากจะพูด อยากจะบอกสารพัด คิดเหรอว่าความคิดที่เพิ่งไปทำบุญมาสามรอยห้าสิบบาทมันจะแวบขึ้นมา ไม่มีทาง
ดังนั้นต้องฝึกเพื่อที่ว่าก่อนตายจะได้คิดเรื่องดีๆ หรือไม่คิดเลย ซึ่งสุดยอด ต้องฝึกให้ไปสู่จุดนั้น 

พูดถึงสุขภาพอาจารย์บ้าง เป็นอย่างไร ตรวจเช็คบ้างหรือเปล่า
ไม่ต้องเช็ค คนที่มีธรรมะแล้วเขาไม่อยากอยู่ในโลกนี้หรอก สำหรับตัวเองเมื่อป่วย บอกคนใกล้ชิดไว้แล้ววาอย่าเป็นกังวล จงปล่อยให้ตายอย่าเอาหน้ากากมายัด อย่าเอาสายระโยงระยางมายัด จะทำอาการสำรวมสงบแล้วตาย จะเข้าสมาธิให้อยู่ในความว่างแล้วตาย ถ้าร่างกายไม่ดีเมื่อไหร่ จะเข้าสมาธิ พักผ่อน ไมกินยา ก็หายทุกที ยกเว้นโรคอย่างมะเร็ง อัมพาต หรืออะไรที่สูงๆ นี่เป็นกรรม ต้องยอมรับด้วยความเบิกบาน ถือเป็นการชดใช้กันไป เมื่อป่วยก็จะเป็นสุข 

ได้ยินว่าอาจารย์เคยมีปัญหาสุขภาพถึงขนาดจะสร้างวัดไม่สำเร็จจนต้องตั้งจิตอธิษฐาน
เป็นกระดูกทับเส้นประสาท เดี้ยง ชาทั้งตัว ปวด ทำงานไม่ได้ ตอนนั้นสร้างวัดมาได้ สักสามปี เดี้ยงหมดเลย นอนเจ็บทรมาน ไปหาหมอ หมอก็บอกต้องผ่าคอ ชาไปข้างหนึ่งแล้วเจ็บปวดทั้งตัว ปวดแขนร้าวลงมา คอก็ยกไม่ขึ้น นอนได้ท่าเดียวตลอด ต้องใส่ปลอกคอ
แต่ว่าเราเป็นคนที่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อว่า เฮ้ย! เป็นเรื่องส่วนตัวของกู ถ้ามีกรรมทำให้ไม่สามารถสร้างวัดได้ จงเป็น แล้วตายไป หรือเป็นอัมพาตเดี้ยงไปเลย แต่ถ้าบุญกูยังมีอยู่ กูต้องชนะ กูต้องรอด เลือกเลย ยินดีทั้งสองทาง ยินดีในบุญ ยินดีในกรรม ยินดีในทุกข์ที่เกิดขึ้น ยินดีในสุขที่เกิดขึ้น ยินดีทั้งสองอย่างเท่าเทียมกัน เสร็จแล้วกลับมาวัด เข้าสมาธิ อดทนต่อสู้กับความเจ็บปวดของตัวเองอยู่สามเดือน เอาชนะความเจ็บปวดทุกอย่างด้วยตัวเราเอง จนกระทั่งหายเป็นปลิดทิ้ง 

ไม่ไปหาหมอ
ไปหาหมอ หมอจะผ่า หมอจะจัดการทุกอย่างตามระบบของแพทย์ แต่เราก็หลอกหมอว่า ขอกลับบ้านมาคิดดูก่อน
เชื่อว่ามันเป็นสภาวะของกรรมซึ่งเข้ามาทดสอบใจเรา รู้เลยว่านี่เป็นเรื่องระหว่างกูกับกรรมเก่า ไม่เกี่ยวกับหมอ ไม่เกี่ยวกับใคร 

ตอนนั้นกลัวไหมว่าจะสร้างวัดไม่เสร็จ
ไม่ สร้างได้ เรื่องทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ถ้าเราเชื่อในตัวเรา เชื่อว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ชีวิตเราจะมีแต่ความสุข โคตรความสุข เราจะมองว่าสรรพสิ่งสรรพสัตว์ในโลกล้วนกระจอกงอกง่อย ไร้สาระ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร โลกมนุษย์นี้กูเดินทางมาแค่แวบเดียว เพื่อมาดูมันแล้วกูก็จะไป มันไม่มีค่าอะไรเลยสักอย่าง ป่วยก็ไม่อยากให้ใครมายุ่งเกี่ยว เป็นอัมพาตอัมพฤกษ์กูก็ยินดี กูจะนั่งรถเข็นด้วยใจที่เบิกบาน บอกเมียเตรียมรถเข็นไว้เลย ไม่ต้องห่วง ถ้าเดี้ยงก็จะบอกลูกศิษย์ลูกหาให้เข็นมาดูวัด แล้วกูสั่งการมึง กูนั่งรถเข็น กูเดี้ยงข้างหนึ่ง ถึงปากกูเบี้ยวหน้ากูยังยิ้ม (ทำท่าประกอบสมจริงมาก) กูก็ยังมีความสุข แล้วกูก็ป่วยไปเรื่อยๆ แล้วกูก็ตาย จบที่สุดของวิบากกรรม ไม่เห็นเป็นไรเลย วัดนี่สร้างได้อยู่ดี 

แล้วอาจารย์หายไดือย่างไร
นั่งสมาธิอย่างเดียว นั่งมากที่สุด เป็นความว่างอย่างเดียว ดับสมอง ดับทุกอย่าง แล้วก็จี้ไปตรงความเจ็บปวด จนกระทั่งไร้ความเจ็บปวด เวลาออกสมาธิกลับมาปวดอย่างเดิม ก็ไม่เป็นไร ไม่สน ไม่ไปจ้องที่ความเจ็บปวด ไม่ไปคิดว่า “ทำไมกูถึงมีกรรมขนาดนี้” ทนรับกรรมด้วยความเบิกบาน ไม่หดหู่ใจ ไม่เศร้าหมอง ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกรำคาญ ไม่อยากฆ่าตัวตาย พอเรายินดีเบิกบานในความเจ็บปวด ความเจ็บปวดนั้นก็เบาลง
จำไว้ว่า คนที่สุขจริงคือสุขได้แม้กายเป็นทุกข์สองสิ่งนี้คู่กันเสมอ ฉะนั้น จงยินดีรับทุกข์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง เท่ากับยินดีในสุขที่เกิดขึ้น 

ในการสร้างวัดร่องขุ่น คนพูดกันว่ามีปาฏิหาริย์หรือมีเทวดามาช่วย อาจารย์รู้สึกแบบนั้นหรือเปล่า
อย่าไปสนใจ ไร้สาระ บุญถึงมันก็สร้างได้ บุญคืออะไร คือธรรมะในใจของตัวเราเอง คือมีความเมตตา นำไปสู่ความสำเร็จทุกอย่าง ประหนึ่งเทวดามาดูแลปกปักรักษา มาคุ้มครองคุ้มภัย มนุษย์ถ้าสร้างบุญมาก ทำอะไรก็สำเร็จง่ายดาย 

จุดประสงค์ที่อาจารย์สร้างวัดร่องขุ่น แท้จริงแล้วคืออะไร
ภายนอกเป็นเรื่องของรูปธรรม ว่าสร้างเพื่อค้ำจุนศาสนา เพื่อที่จะมอบให้แก่ชาติบ้านเมือง และเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9 ที่ไม่ ลอกเลียนใคร เป็นความกตัญญูในบ้านเกิด ต้องการให้เกิดประโยชน์ในแง่ของเศรษฐกิจ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ระดับโลก
ส่วนภายในเป็นเรื่องนามธรรม เพื่อเป็นสัมภาระในการเดินทางของจิตวิญญาณไปสู่สภาวะแห่งการไม่กลับมาเกิด 

สมมุติถ้าเกิดอะไรขึ้นกับวัด อาจารย์ทำใจได้หรือ
ศึกษาธรรมะมาขนาดนี้ จะไปยึดมั่นอะไรเล่า สร้างก็สร้างไป ตายก็ตายไป ก็บอกแล้วว่าความตายก็ไม่สนใจ จะสนใจวัตถุพวกนี้ได้ไง มันไม่มีค่าอะไร ค่าเหล่านี้มันเป็นค่าจากการปรุงแต่งของมนุษย์ตัวอื่น ไม่ใช่สัตว์อย่างกู ช่วยเขียนไปด้วย มนุษย์ตัวอื่นมันยินดี มันยึดติดถือมั่น แต่คนอย่างเราไม่ใช่ เราสร้างเพื่อปล่อยวาง สร้างเพื่อฆ่ากิเลสของตัวเอง สร้างเพื่อเป็นสารประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติที่มันยังยึดติดและหลงใหลในสิ่งนี้อยู่ 

จากจุดนี้แล้วอาจารย์ตั้งใจจะทำอะไรต่อคะ
สร้างความเมตตาให้แก่กล้า หยิบยื่นทุกอย่างให้แก่ประชาชน ประเทศชาติ และศาสนา จะทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์คนอื่นจนลมหายใจสุดท้าย เมตตาคือสิ่งที่สูงที่สุดของบุญบารมี นี่คือการสร้างบุญบารมีในรอบสุดท้ายของตัวเอง 

ว่าไปแล้วก็เป็นการทำเพื่อหลุดพ้นของตัวเอง แปลว่ายังมีตัณหาใช่หรือไม่
ใช่สิ ต้องเข้าใจว่าตัณหาของมนุษย์มีทั้งฝ่ายดีแหละฝ่ายเลว ฝ่ายดีต้องมีความทะเยอทะยาน มุ่งไปสู่ความหลุดพ้น ถ้าไม่มีตัณหา จะพยายามเหรอ ทุกอย่างมันต้องมีตัณหาหมด เขาเรียกว่าตัณหาฝ่ายดี ก่อนหลุดพ้นต้องมีตัณหาทั้งนั้น ตัณหาในที่นี้คือมีความอยากที่จะหลุดพ้น คนไม่มีความมุ่งมั่น ไม่อยาก มันจะเป็นอะไรได้ ไม่งั้นจะมีศาสดามาได้ไง จะมีผู้หลุดพ้นมาได้ไง
การเป็นมนุษย์มันดีตรงนี้ สัตว์มันไม่มีความมุ่งมั่น ไม่มีแรงทะเยอทะยาน การเกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นการพัฒนาธรรมะของตัวเอง พัฒนาภพชาติของตัวเอง การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นโชคดีที่สุด เพราะมนุษย์มีความทะเยอทะยาน มีเป้าหมาย 

บั้นปลายชีวิตอาจารย์คิดจะบวชไหม
ไม่ต้องการบวช เพราะเชื่อว่าไม่ต้องบวชก็สามารถละภพชาติได้ เราบวชภายใน ไม่ต้องบวชภายนอก เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ช่วยเหลือ เมตตา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดอย่างมีคุณธรรม 

คำถามสุดท้าย อาจารย์คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะหรือเปล่า
ไม่เลย อัจฉริยะเป็นเพียงคำจำกัดความของคนที่เหนือกว่าผู้อื่น เราไม่ได้เหนือกว่าผู้อื่น เรามองค่าของใจมากกว่าวัตถุ ไม่มองวัตถุเหนือใจ คนอาจมองว่าเราเหนือกว่าคนอื่นในเรื่องวัตถุ แต่เรากลับเห็นว่าตัวเองกระจอก ไม่มีค่าเลย ใจของเราที่ต่อสู้มา ที่ฝึกฝนมานั้นสำคัญกว่า วัตถุเดี๋ยวนี้ผุพังไปตามกาลเวลา มันไม่คงทน ไม่ได้งดงามอย่างนี้ไปตลอด สุดท้ายมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นของไม่เที่ยง แต่สิ่งสำคัญคือใจเรา ดังนั้นใครจะบอกเป็นอัจฉริยะอะไร ไม่สนใจ ไม่เคยเย่อหยิ่งทรนงวาาพิเศษเหนือกว่าคนอื่น
สิ่งเดียวที่พิเศษกว่าคือ “กูไม่มีทุกข์”