วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Thaigolfer.com - Thailand's Ultimate Golf Portal

Thaigolfer.com - Thailand's Ultimate Golf Portal

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คุณสมบัติของแม่ทัพ

แม่ทัพที่ดีต้องมีความสุจริต ให้คุณให้โทษผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเที่ยงธรรม พร้อมทั้งสั่งสอนกำกับให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง หมู่ทหารจึงจะเกิดความยำเกรงและเคารพเชื่อฟัง

แม่ทัพที่ดีต้องสามารถรับฟังคำท้วงติงด้วยจิตใจกว้างขวางรอบรู้ภูมิประเทศและขนบธรรมเนียมท้องถิ่นต่างๆ ล่วงรู้จุดอันตรายในการสู้รบ สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสและสถานการณ์แวดล้อมนำพากองทัพไปสู่ชัยชนะ ดังนั้นแม่ทัพที่ดีต้องเปี่ยมด้วยสติปัญญาและเมตตาธรรม ไม่ควรอิจฉาริษยาผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความคิดอ่านและมีความสามารถเหนือกว่า แต่ควรถือเป็นโชควาสนาที่ได้คนเก่งคนดีมาอยู่ร่วมด้วย นอกจากนี้ต้องหมั่นศึกษาบทเรียนความรุ่งเรืองและล่มสลายในประวัติศาสตร์เพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอยเดิม อาทิเช่น ดำเนินรอยตาม “วีถีแห่งผู้นำ” ในอดีตดังนี้

ประการที่หนึ่ง แสวงหาคนดีมีความสามารถ เมื่อพรั่งพร้อมด้วยคนดีมีความสามารถ ก็จะมีความคิดความเห็นอันเป็นประโยชน์มากมาย ตรงกันข้ามหากปฏิเสธคำท้วงติงตักเตือนถือว่าตนเปรื่องปราดฉลาดล้ำ ผู้มีฝีมือจะกระจัดกระจายหันหลังให้

ประการที่สอง ปูนบำเหน็จและลงโทษทัณฑ์อย่างถ้วนทั่วและเที่ยงธรรม ไพร่พลจะยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตามคำสั่งด้วยความภัคดีแต่หากกระทำการตรงกันข้าม ไพร่พลจะท้อแท้หมดสิ้นกำลังใจ

ประการที่สาม จิตใจกว้างขวางโอบอ้อมอารี ผู้ใต้บังคับบัญชาจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างมีความสุข กล้าอาสารับผิดชอบงานสำคัญภารกิจทั้งปวงก็จะสำเร็จได้โดยง่าย

ประการที่สี่ ไม่โอ้อวดตนเอง ยกความดีความชอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หมู่ทหารจะฮึกเหิมเข้มแข็ง

ประการที่ห้า อยู่ห่างพวกประจบสอพลอ ใกล้ชิดผู้มีคุณธรรมจิตใจย่อมเป็นสุข

ประการที่หก ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ละโมบโลภมาก ความชั่วร้ายก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น

ประการที่เจ็ด ละทิ้งความปรารถนาทางกามารมณ์ แม่ทัพในบุคโบราณ เมื่อรับพระราชโองการก็จะไม่คิดถึงครอบครัว เมื่ออยู๋ในสมรภูมิก็จะไม่คิดถึงตนเอง หากประพฤติตรงกันข้ามไม่เป็นแบบอย่างที่ดี ไพร่พลจะห่วงแต่การเสพสุขจนปั่นป่วนวุ่นวาย

หลักปฏิบัติ 7 ประการข้างต้น หากแม่ทัพล่วงละเมิด 1  ประการ หมู่ทหารจะไม่ยอมรับนับถือ หากล่วงละเมิด 2 ประการ กองทัพจะระส่ำระส่าย หากล่วงละเมิด 3 ประการ ไพร่พลจะไร้ประสิทธิภาพปละหากล่วงละเมิด 4 ประการ ประเทศชาติจะประสบภัยพิบัติ
โดย : คุณ : ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.cpall.co.th

เว็บปรมาจารย์ด้านกราฟิค

แนะนำเว็บปรมาจารย์ด้านกราฟิคน่าเอาเยี่ยงอย่าง kashiwa sato

Dany Giles Stackable Cardboard Shelving

Dany Giles Stackable Cardboard Shelving

A Peninsula House

A Peninsula House on Lake Austin, Texas 

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยินดีต้อนรับสู่ "หมู่บ้านโมโนวี" เมืองประหลาดของสหรัฐฯ ที่มีประชากรแค่คนเดียว แถมเป็นหญิงอีกต่างหาก

นางเอลซี่ ไอเลอร์ วัย 77 ปี กลายเป็นประชากรที่มีชื่อตามทะเบียนบ้านเพียงคนเดียว ของหมู่บ้าน"โมโนวี" หมู่บ้านเล็กๆทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐเนบราสก้า สหรัฐอเมริกา

ป้ายแสดงการเข้าสู่"โมโนวี ประชากร 1 คน"

บ้านเรือนที่ถูกทิ้งร้าง ถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขึ้นรกชัฏ และความรกร้างว่างเปล่า เป็นสิ่งที่อธิบายได้ถึงสภาพในปัจจุบันของหมู่บ้านแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี และสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสังคมชนบทของสหรัฐฯในช่วงยุคศตวรรษที่ 20 ได้อย่างเด่นชัด

รายงานข่าวกล่าวว่า ตามข้อมูลสำมะโนประชากรที่มีการสำรวจเมื่อปี 2010 โมโนวี เป็นเมือง หมู่บ้าน หรือนครที่ปกครองโดยระบบเทศบาล เพียงแห่งเดียวในสหรัฐฯที่มีประชากรอาศัยเพียง 1 คน ตามรายงานยังระบุว่า เมื่อปี 2000 หมู่บ้านโมโนวีเคยมีประชากรอาศัย 2 คน ซึ่งก็คือนางเอลซี่ และสามีของเธอ รูดี้  ซึ่งเสียชีวิตลงเมื่อปี 2004

นางเอลซี่ ไอเลอร์ เดินผ่านอาคารร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นร้านขายของชำมาก่อน

นางเอลซี่กล่าวอย่างติดตลกว่า นับตั้งแต่นั้น จำนวนประชากรของหมู่บ้านก็ลดลงอย่างอวบฮาบถึงร้อยละ 50 แต่ถึงกระนั้น เธอยังคงยืนยันที่จะอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป หลังจากสามีของเธอเสียชีวิตลง "ที่นี่คือบ้านของฉัน" เธอกล่าว

นางเอลซี่ ดำเนินการและเป็นเจ้าของธุรกิจเพียงแห่งเดียวของเมือง ซึ่งก็คือร้านอาหาร"โมโนวี ทาเวิร์น" โดยมีคำโปรยที่ว่า "เบียร์เย็นเจี๊ยบที่สุดในเมือง" แน่นอน เพราะมันเป็นสถานที่เดียวในหมู่บ้านที่ขายเบียร์

เธอจะเปิดขายอาหารตั้งแต่ 9 โมงเช้า กระทั่งถึงเวลาประมาณ 4 ทุ่ม นอกจากนั้นเธอยังได้เปิดห้องสมุดประจำหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหนังสือกว่า 5,000 เล่ม เพื่อให้นักท่องเที่ยว นักเดินทาง และคนขับรถบรรทุกที่ผ่านไปมาได้ใช้บริการ

หมู่บ้านโมโนวี ก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพชาวยุโรปในปี 1902 และเมื่อย้อนไปในปี 1930 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หมู่บ้านมีความเจริญสูงสุด โมโนวีมีประชากรทั้งสิ้น 150 คน อย่างไรก็ดี ประชากรก็ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่นั้น หลังจากรถไฟที่วิ่งระหว่างเมืองนอร์ฟอล์ก รัฐเนบราสก้า และเมืองวินเนอร์ รัฐเซาธ์ ดาโกต้า หยุดให้บริการลงเมื่อปี 1971

"เบียร์เย็นเจี๊ยบที่สุดในเมือง!"

แต่เดิมที จากหมู่บ้านเกษตรกรรม ระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหมู่บ้าน คนหนุ่มสาวอพยพเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางานทำ การอพยพเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับความตกต่ำอย่างถึงขีดสุดของเศรษฐกิจในชนบทของสหรัฐฯ ในรอบ 60 ปีในขณะนั้น

ภาพถ่ายหมู่บ้านโมโนวีเมื่อปี 1908 ขณะที่ในปัจจุบันบ้านเรือนส่วนใหญ่ได้ผุพังไปตามกาลเวลา




อดีตร้านขายของชำที่ปิดตัวลง เนื่องจากเจ้าของร้านถูกเกณฑ์ไปรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


ห้องสมุดเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้าน ซึ่งรูดี้ สามีของเธอสร้างไว้ก่อนเสียชีวิต


บรรยากาศภายในห้องสมุด


ถนนบัตต์ สตรีท อดีตถนนสายหลักของเมือง มีวัชพืชขึ้นอยู่ทั่วไป


ถนนหลุยซา เต็มไปด้วยวัชพืชเช่นกัน










โบสถ์นิกายเมโธดิสต์แห่งเดียวของหมู่บ้าน ถูกใช้งานครั้งล่าสุดเพื่อจัดพิธีศพของบิดาของประชาชนภายในหมู่บ้านคนหนึ่ง เมื่อปี 1960


นางเอลซี่พูดคุยร่วมกับเพื่อนๆจากชุมชนใกล้เคียง ที่มักจะแวะมาเยี่ยมเสมอๆ


ภาพถ่ายทางอากาศของเมืองโมโนวี (ที่มา: Google Maps)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.matichon.co.th/

10 อันดับเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

อันดับ 10 Cahokia
ว่ากันว่าเมืองชื่อเก๋นี้มีคนอาศัยอยู่สามหมื่นคนทีเดียว ตั้งอยู่ที่แถวรัฐอิลลินอยส์ แถวๆ อเมริกาเหนือ และเรียกได้ว่าเป็นเมืองแรก จริงๆ ของประเทศมหาอำนาจนี้ ที่นี่มีอารยธรรมริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้เกิดขึ้น มีสถาปัตยกรรมต่างๆ มากมาย ที่บอกให้รู้ถึงความเจริญที่เคยมีมาในอดีต น่าสนใจมาก

อันดับ 9 Xi’an
ซีอาน เป็นเมืองที่เข้มแข็ง และแข็งแกร่งมาก ที่เมืองนี้มีสิ่งที่น่าตื่นตาคือกองทัพของจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่ถูกสร้างเป็นรูปปั้นกว่า 3,000 รูป ว่ากันว่าสุสานของพระองค์ก็อยู่แถวนี้ด้วย และถ้าหาเจอ ก็น่าจะมีสมบัติอยู่มากมายทีเดียว

อันดับ 8 Great Zimbabwe
ที่อัฟริกานี้เอง เกิดเมืองก่อนพวกยุโรปเสียอีกแน่ะ เมืองนั้นชื่อว่าซิมบับเว เชื่อกันว่ามีอารยธรรมที่พร้อมมูลทุกอย่าง มีการพบหลักฐานของการสร้างรูปปั้น และสถาปัตยกรรมต่างๆ มากมายเป็นจักรวรรดิย่อยๆ เลยละ

อันดับ 7 Thebes
เมื่อพูดถึงอียิปต์ คนมักคิดถึงไคโรเป็นหลัก แต่ว่าหัวใจหลักของที่นี่คือเมืองที่อยู่แถวแม่น้ำไนล์อย่าง ธีปส์ ที่เป็นเมืองหลวงมากว่า 4500 ปี มีวัดศักดิ์สิทธิ์อย่าง คาร์นัค และลัคซอร์ ที่เป็นที่รู้จักกันดี

อันดับ 6 Tenochtitlan
เมืองแห่งตำนาน ที่เคยเป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลกนี้ตั้งอยู่ที่เม็กซิโก ได้รับความเชื่อว่าเมื่อก่อนมีคนอาศัยถึงสามแสนคนทีเดียว และพวกสเปนก็อพยพเข้ามา นำอารยธรรมมากมายเข้ามาเผยแพร่ สืบต่อมาจนวันนี้

อันดับ 5 Cuzco
เมื่อก่อนมีคำว่า All roads in the Incan empire lead to Cuzco ก่อนที่จะมาเป็น All roads lead to Rome เมืองแห่งนี้มีความเจริญ รุ่งเรืองอย่างมาก และเคยเป็นที่กล่าวถึงอย่างหนาหูทีเดียว

อันดับ 4 สวนลอยฟ้าแห่งบาบิโลน
อันนี้เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักแน่ๆ เมืองบาบิโลน ที่มีประวัติศาสตร์ซับซ้อนซ่อนเงื่อนสุดๆ เป็นเมืองเก่าที่มีชื่อเสียงจริงๆ และมีจุดเด่นมาก เป็นหอคอยที่สูงเสียดฟ้า ขนาดใหญ่มหึมา

อันดับ 3 Constantinople
คอนสแตนติโนเบิล เมืองที่จักรพรรดิเมื่อก่อนสร้างไว้ เพื่อมาอยู่อาศัยสลับกับโรม เมืองนี้จึงเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงที่สุด ทั้งใหญ่โต ร่ำรวยไปด้วยอารยธรรม มหาวิทยาลัย โบสถ์ ฯลฯ มากมายจริงๆ

อันดับ 2 Athens
เอเธนส์ สถานที่เกิดของประชาธิปไตย ปรัชญา และโอลิมปิก ช่างเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงจริงๆ เลย และได้สร้างอะไรหลายๆ ตกทอด มาถึงชาวโลกมากมายด้วย มีทั้งวิหารพาเธนอนที่สวยงาม และมีสถาปัตยกรรมอื่นๆ ที่น่าชมจริงๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ ที่นั่นจะสลายไปก็ตาม แต่อิทธิพลที่ตกทอดมา ไม่เคยจางไปไหนเลยจริงๆ


อันดับ 1 Rome
ท่านเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว” ไหมครับ กรุงโรมคงจะมีอาณาจักรที่ใหญ่มากอย่างแน่นอน ที่นี่มีเรื่องราว,วัฒนธรรมที่หลากหลายอย่างมาก เคยเป็นจักรวรรดิที่รุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีอารยธรรมที่ก้าวไกลกว่าเมืองอื่นๆ ทั้งหมด ประชากรอยู่กันอย่างแสนสบาย เรียกว่าเป็นอีกเมืองที่ทั้งเก่าแก่ และมีชื่อเสียงมากที่สุดของโลก
ขอขอบคุณข้อมูล/ภาพประกอบจาก toptenthailand.com
และขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.one-sabai.com/

“หลวงพระบาง” เมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ

บรรยายกาศเมืองหลวงพระบางริมฝั่งแม่น้ำโขง
       จากอดีตดินแดน“ยูโธเปียของนักอุดมคติ”และ“ธรรมมิกสังคมแห่งสุดท้าย” วันนี้เมืองมรดกโลก“หลวงพระบาง”(หลวงพะบาง)สปป.ลาว เปลี่ยนโฉม เปลี่ยนหน้าตาไปตามกระแสธารการท่องเที่ยวและวิถีแห่งโลกยุคใหม่
    
       เปรียบดังการสลัดคราบจากสาวน้อยบริสุทธิ์ใสซื่อ ไร้ประทินโฉมฉาบทา มาเป็นสาวสะพรั่งที่กร้านโลกขึ้น มีจริตมากขึ้น รักสวยรักงาม นิยมเขียนคิ้วทาปาก แต่โชคดีที่สาวสวยคนนี้ยังไม่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา วันนี้เธอจึงยังคงสงวนท่าที ดูน่ารัก มีเสน่ห์แตกต่างไปอีกแบบจากสมัยเมื่อแรกแย้ม
      
       เชียงของ-หลวงพระบาง 
      
       การเดินทางสู่หลวงพระบางในทริปนี้ “ตะลอนเที่ยว” ใช้เส้นทางน้ำสายคุ้นเคย โดยตั้งต้นออกสตาร์ทกันที่ท่าเรือข้ามแม่น้ำโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มุ่งหน้าสู่ฝั่งลาวที่บ้านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว เพื่อนั่งเรือจากที่นี่เดินทางสู่เมืองมรดกโลก ซึ่งมีทั้งบริการเรือเร็วและเรือหวานเย็นหรือเรือช้าให้เลือก
      
       สำหรับเรือเร็ว(ลำเล็ก)นั้นเคยนั่งครั้งเดียวแล้วเข็ด เพราะแม้จะถึงเร็วกว่า 1 เท่าตัว(ใช้เวลาเดินทางประมาณค่อนวัน) แต่ประทานโทษ มันทั้งเมื่อย ทั้งลุ้น ทั้งเสี่ยง เพราะต้องนั่งสวมหมวกกันน็อคตัวเกร็งไปกับจิตใจระทึกตุ๊มๆต่อมๆ ดังนั้นเมื่อประสบการณ์เป็นบทเรียนงานนี้เราจึงเลือกใช้บริการเรือหวานเย็นไปแบบไม่รีบร้อน
      
       เรือหวานเย็นเป็นเรือลำใหญ่ นั่งได้ร่วม 20-30 คน มีการรับสัปทานวิ่งกันอยู่ไม่กี่เจ้า โดยมี“เรือหลวงทราย” เป็นผู้บุกเบิกวิ่งเป็นเจ้าแรกในเส้นทางสายนี้
ปากเบง เมืองพักระหว่างทาง
       เรือหวานเย็นใช้เวลาเดินทาง 2 วัน แล่นไปเรื่อยๆเอื่อยๆ ระหว่างทางเรือจะแวะพักค้างคืนกลางทาง(1 คืน)ที่บ้านปากแบ่ง(ปากเบง) เมืองสงบๆเล็กๆริมฝั่งโขง ซึ่งมี“หลวงทรายลอดจ์”เป็นที่พักที่ได้ชื่อว่าหรูหราสุด ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง บรรยากาศดี เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติไม่น้อยเลย
      
       นอกจากนี้ในเส้นทางยังมีจุดแวะขึ้นชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำโขงที่“บ้านห้วยหน่อ(ไม้)ขม”ในวันแรก แวะที่“บ้านบ่อ”ในวันที่สอง แล้วปิดท้ายด้วยการแวะเที่ยว“ถ้ำติ่ง”เมื่อก่อนจะถึงท่าเรือเมืองหลวงพระบางประมาณ 45 นาที
      
       ถ้ำติ่ง เป็นถ้ำริมหน้าผาบริเวณรอยต่อของแม่น้ำ 2 สี คือแม่น้ำโขงกับแม่น้ำอู มีอยู่ 2 ถ้ำด้วยกัน คือ“ถ้ำเทิง”(ถ้ำบน)กับ“ถ้ำลุ่ม”(ถ้ำล่าง) ซึ่งกว่า 80 % ของนักท่องเที่ยวจะเน้นไปที่ถ้ำติ่งล่าง เพราะมีอยู่ใกล้กว่า เดินขึ้นไปง่ายกว่า และมีสิ่งน่าสนใจมากกว่า
พระพุทธรูปในถ้ำติ่ง
       ในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มถ้ำติ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบาง และเคยมีสถานะเป็นวัดมาก่อน ปัจจุบันถ้ำติ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเส้นรอบนอกเมืองหลวงพระบางที่โดดเด่นไม่น้อย ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปที่ชาวบ้านนำมาถวายเป็นพุทธบูชามากมายกว่า 2,500 องค์
      
       เดิมพระพุทธรูปที่นี่ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปพื้นบ้านที่ชาวลาวนำมาถวาย แต่ด้วยการท่องเที่ยวที่บูมขึ้นมากมายในช่วงหลัง จึงมีชาวไทยนำมาพระพุทธรูปมาถวายไว้ที่ถ้ำติ่งด้วย ส่วนในอนาคตถ้ำติ่งจะกลายเป็นที่นิยมในการบนบานศาลกล่าว ขอเลข ขอหวย ของคนไทยหลายคนที่เดินทางไปเที่ยวหลวงพระบางหรือเปล่า? นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง
สภาพอาคารบ้านเรือนเก่ากับวิถีใหม่
       หลวงพระบางยุคใหม่ 
      
       “สะบายดี”(สวัสดี)
      
       ชาวลาวเมืองหลวงพระบางกล่าวทักทายกับ“ตะลอนเที่ยว” ด้วยสำเนียงทรงอันเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ในทันทีที่ก้าวขึ้นจากท่าเรือเหยียบดินแดนมรดกโลก
      
       บรรยากาศเมืองหลวงพระบางวันนี้ ดูคึกคักมีสีสันต่างไปจากอดีตพอสมควร เรียกว่าสมฐานะเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของสปป.ลาว แต่ด้วยวิถีที่เข้มเข็งของคนรุ่นเก่าผสานกับความเป็นเมืองมรดกโลก ทำให้ลักษณะทางกายภาพของเมืองถูกควบคุม ไม่สามารถขยายเขตเมืองเก่าได้ ไม่สามารถสร้างอาคารสูงได้ ไม่สามารถก่อสร้างอาคารที่ดูแปลกปลอมผิดฝาผิดตัวได้ อาคารต่างๆที่ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้สอย ต้องคงสภาพหน้าตาภายนอก ส่วนภายในสามารถตกแต่งให้มีแนวทางเฉพาะได้ตามแบบที่ยูเนสโกอนุญาต
      
       อย่างไรก็ตามแม้อาคารจะถูกควบคุม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมเรื่องการของท่องเที่ยวที่โตวันโตคืนได้ นั่นจึงทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในตัวเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ปรับเปลี่ยน แปรเปลี่ยนไปตามนักท่องเที่ยว เม็ดเงิน และความเจริญทางวัตถุที่หลั่งใหลเข้ามา
      
       ทำให้บรรยากาศแบบลาวเก่าก่อนลดน้อยถอยลง ถูกแทนที่ ปรับแต่ง ใส่ความเป็นตะวันตก ใส่สีสันจริตความเป็นเมืองท่องเที่ยวยุคใหม่เข้าไปมากพอดู
      
       หลวงพระบางในวันนี้ โดยเฉพาะในตัวเมืองเก่าบนถนนสายหลักกลางเมือง(ถ.สีสะหว่างวง) ดูเพียบพูนไปด้วยกลิ่นอายตะวันตก ทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ฯ อีกทั้งยังมากไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งฝรั่ง ญี่ปุ่น และคนไทย
ตักบาตรข้าวเหนียวเสน่ห์ยามเช้าแห่งหลวงพระบาง
       ยามเช้าบนถนนหลักสายนี้ไล่ไปตั้งแต่หน้าที่ทำการไปรษณีย์(ห้องกานไปสะนี)จนถึงหน้าวัดเชียงทอง จะดูมีชีวิตชีวาไปด้วยวิถีการ“ตักบาตรข้าวเหนียว” เอกลักษณ์อันเป็นเอกอุขึ้นชื่อของหลวงพระบาง เปรียบดังไฟท์บังคับให้คนที่มาเยือนเมืองนี้ ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ไปเฝ้ารอตักบาตร
      
       หลังเสียงย่ำกะลอดังขึ้น (กะลอ : เครื่องตีของลาวมีลักษณะคล้ายกลอง) สักพักพระ-เณร ตามวัดต่างๆจะทยอยเดินเป็นแถวเรียงหนึ่งออกมาบิณฑบาต ให้ชาวบ้าน ชาวเมือง และนักท่องเที่ยว ได้จกข้าวเหนียวส่งลงบาตรกันอย่างอิ่มเอิบใจ
      
       อย่างไรก็ตามด้วยความขึ้นชื่อของวิถีการตักบาตรข้าวเหนียว ทำให้พักหลังๆการตักบาตรได้กลายเป็นแฟชั่นสำหรับถ่ายรูปของนักท่องเที่ยวหลายๆคนไปเสียฉิบ ขณะที่แม่ค้าขายชาวลาวหลายคนที่หาบข้าวเหนียวขายให้กับนักท่องเที่ยวก็ทำไม่เหมาะสม ด้วยการยื้อแย่งขายของ การคิดราคาแพงเกินจริงจนน่าตกใจถ้าไม่สอบถามราคาก่อนล่วงหน้า แถมบางครั้งยังมีการคิดจำนวนกระติ๊บโกงกันอย่างซึ่งๆหน้า คือคิดเกินที่ขายจริงไปอีกหลายกระติ๊บ ดังนั้นใครที่จะตักบาตรข้าวเหนียว ควรหาทางป้องกันรับมือกับเรื่องเหล่านี้ให้ดี
      
       ส่วนใครที่อยากจะตักบาตรแบบได้วิถีลาว “ตะลอนเที่ยว” แนะนำให้หลบเลี่ยงจากถนนสายหลักไปในซอย ในถนนสายรองที่พระ-เณรท่านเดินผ่าน เพื่อหลีกหนีความพลุกพล่านจากนักท่องเที่ยวที่วันนี้การตักบาตรข้าวเหนียวบนถนนสายหลัก
ตลาดเช้ากลางเมือง ไก่ตัวนี้มีไว้ขาย ไม่ได้มีไว้ขัน
       หลังการตักบาตรข้าวเหนียวผ่านพ้น ความคึกคักยามเช้าของเมืองนี้ยังไม่หนีไปไหน ร้านรวงต่างๆเริ่มทยอยเปิด ในขณะที่“ตลาดเช้า”ในซอยข้างๆวัดโพนชัยนั้น ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ ที่นี่ทุกๆเช้าจะมีพ่อค้า-แม่ค้านำสินค้าพื้นเมือง พืชผลทางการเกษตร ปลา และอาหารพื้นบ้าน มาวางขายให้ชาวบ้านมาจับจ่ายซื้อหา ในบรรยากาศพื้นบ้านที่นับวันยิ่งมายิ่งเหลือน้อยเต็มที
      
       ครั้นพอถึงยามสาย แสงแดดส่องแรงขึ้น ความคึกคักของเมืองชะลอตัวลง เปลี่ยนเข้าสู่โหมดเนิบนาบแต่ไม่แน่นิ่ง ชาวบ้านต่างเดินหน้าประกอบอาชีพไปตามวิถี นักท่องเที่ยวแยกย้ายกันออกเที่ยวตามเส้นทางที่ตัวเองเลือก แต่บางคนไม่เลือกไปไหน หากแต่ขอนั่งๆนอนๆ เอกเขนกอ่านหนังสืออยู่ในที่พัก หรือนั่งจิบเบียร์เย็นๆดูเมืองหลวงพระบางเดินไปอย่างช้าๆ
อาหารชวนกินในตรอกอาหาร
       จากนั้นเมื่อเย็นย่ำยามราตรีมาถึง หลวงพระบางสลัดความเซื่องเซาทิ้ง กลับคืนสู่ความคึกคักอีกครั้ง ที่ที่มาพร้อมกับความมืดเห็นจะไม่พ้น “ตลาดมืด”หรือ”ไนท์มาร์เก็ต”หรือ“ถนนคนเดิน” ที่คลาคล่ำไปด้วยสินค้าแบกะดิน สารพัน สารพัน ข้างตลาดมีตรอกอาหาร ขายอาหารพื้นเมือง ของกินสดๆใหม่มากมาย
      
       ส่วนร้านอาหาร(กลางคืน) ผับ บาร์ เธค นั้นไม่ต้องพูดถึง พอสิ้นแสงตะวัน สถานบันเทิงเหล่านี้ทั้งในเขตนอกเมืองและในเมืองเก่า พลันตื่นจากหลับใหล นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของหลวงพระบาง ที่ “ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล”...
พูสี ตั้งเด่นกลางเมือง มีพระธาตุจอมพูสีตระหง่านอยู่บนยอด
       มนต์มรดกโลก 
      
       แม้นี่ไม่ใช่การมาเยือนหลวงพระบางครั้งแรก แต่มนต์มรดกโลกเมืองนี้ยังคงมีเสน่ห์ มีดี ชวนให้สัมผัสชื่นชมกันไม่สร่างซา
      
       แน่นอนว่าใครที่มาเที่ยวหลวงพระบางแล้ว ไม่ได้ขึ้น“พูสี” ชาวลาวเขาบอกว่า เหมือนยังมาไม่ถึงหลวงพระบาง
พระธาตุจอมพูสี พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง
       พูสีเป็นขุนเขาขนาดย่อม ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง ข้างบนมี“พระธาตุจอมพูสี”หลักเมืองหลวงพระบาง พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2347 ในรูปทรงดอกบัวสีทองอร่ามประดิษฐานอยู่อย่างโดดเด่น ให้เราๆท่านๆเดินพอเหงื่อซึมขึ้นไปสักการะพระธาตุองค์นี้
      
       นอกจากนี้บนยอดพูสียังเป็นจุดชมวิวเมืองหลวงพระบางชั้นเยี่ยม สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองได้ทั้งฝั่งแม่น้ำคานและแม่น้ำโขง
หอพิพิธภัณฑ์ฯเมื่อมองลงมาจากยอดพูสี
       ฝั่งแม่น้ำคาน มองลงไปจะเห็นสายน้ำคานไหลเลี้ยวเคียงคู่กับบ้านเมืองที่กำลังโตวันโตคืน
      
       ฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อมองลงไป มุมหนึ่งจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองในเขตอนุรักษ์ที่แม้วันนี้จะดูหนาตากว่าเมื่อก่อนมาก แต่ยังคงน่ายลสบายตาเพราะทัศนอุจาดยังไม่มากล้ำกราย ส่วนถ้ามองไปอีกมุมหนึ่งจะเห็นอาคารหอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำโขง มีฉากหน้าเป็นซุ้มกิ่ง ก้าน ดอก ของซุ้มจำปาช่วยนำสายตาลงไปสู่ตัวอาคารอย่างสวยงาม
สิมวัดเชียงทอง สุดยอดศิลปกรรมล้านช้าง
       หอพิพิธภัณฑ์ฯหรือพระราชวังหลวงเดิม ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพูสีฝั่งเส้นทางขึ้นลงหลัก ภายในเป็นที่ประดิษฐานของ“พระบาง”พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมือง ร่วมกับศิลปวัตถุต่างๆ นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญประจำเมือง
      
       สำหรับสถานที่ไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งในเมืองนี้ที่ใครพลาดการเที่ยวชมก็เหมือนกับว่ายังมาไม่ถึงหลวงหลวงพระบางไม่ต่างไปจากพูสี นั่นก็คือ “วัดเชียงทอง” อันลือลั่น
      
       วัดเชียงทอง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2102-2103 ในสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมล้านช้างที่สวยงามที่สุดในสปป.ลาว
      
       วัดเชียงทองมี 3 สิ่งหลักเป็นไฮไลท์ ได้แก่ สิม หอพระ และโรงเมี้ยนโกศ
ลวดลายประดับดอกดวงที่หอพระ ข้างหลังสิมวัดเชียงทอง
       -“สิม”หรือ“โบสถ์” หัวใจของวัดเชียงทอง ได้ชื่อว่าเป็นสิมล้านช้างสมบูรณ์ที่สุด หลังคาสิมสร้างโค้งอ่อนช้อยทรงปีกนกเป็น 3 ชั้น ลดหลั่นปกคลุมต่ำลงมา บนสันกลางคามี“โหง่”หรือ“ช่อฟ้า” 17 ช่อ อันปราณีตสวยงาม อันบ่งบอกว่าเป็นวัดที่กษัตริย์สร้าง ภายในสิมประดิษฐานพระประธานดูขรึมขลัง ประตูสิมด้านหน้าเป็นงานแกะสลักไม้ อันอ่อนช้อย ผนังด้านนอก-ด้านใน ตกแต่งด้วย“พอกคำ”หรืองานลงรักปิดทอง ส่วนผนังสิมด้านหลัง(ด้านนอก) ประดับลาย“ดอกดวง”หรือลายกระจกสี ทำเป็นรูป“ต้นทอง”อันเป็นที่มาของชื่อเมือง
      
       -หอพระ ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังสิม มี 2 หอด้วยกัน คือ หอพระม่าน กับหอพระพุทธไสยาสน์ ทั้ง 2 หอโดดเด่นไปด้วยลวดลายประดับดอกดวง เรื่องราววิถีชีวิตและนิทานพื้นบ้านของลาว ในวิธีการตกแต่งอันเรียบง่าย ตรงไปตรงมา แต่ดูแล้วทรงเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง
บานประตูหน้าโรงเมี้ยนโกศ ภาพสีดาลุยไฟ ฝีมือยอดช่าง “เพียตัน”
       -โรงเมี้ยนโกศหรือโรงราชรถ ภายในเก็บราชรถที่เคยใช้ในการอัญเชิญพระโกศของพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ส่วนประตูและหน้าต่างด้านนอกงดงามมีชีวิตชีวาไปด้วยลวดลายแกะสลักไม้สีเหลืองอร่ามเรืองรอง ฝีมือของ“เพียตัน”(พระยาตัน)หนึ่งในสุดยอดช่างของลาว ไม่ว่าจะเป็น ภาพสีดาลุยไฟที่พลิ้วไหวทรงพลังที่บานประตู ภาพทศกัณฑ์ฝันว่ากำลังเสพสังวาสกับสาวงามก่อนตายที่บานหน้าต่างบานแรก(ด้านซ้าย) และ ฯลฯ “ตะลอนเที่ยว” เมื่อได้ชมภาพสลักฝีมือเพียตันแล้ว รู้สึกเหมือนกับว่าท่านไม่ได้ใช้มือแกะ หากแต่ใช้“ใจ“บรรจงควักไม้เหล่านั้นออกมา
พระธาตุหมากโม วัดวิชุน
       นอกจากวัดเชียงทองแล้ว ในตัวเมืองเก่ายังมีวัดน่าสนใจอีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็น “วัดวิชุนราช”หรือ “วัดวิชุน” ที่โดดเด่นไปด้วย”พระธาตุหมากโม”ที่แตกต่างจากพระธาตุทั่วไปเป็นรูปทรงแตกโมผ่าครึ่ง,”วัดแสนสุขาราม” ที่ประดิษฐาน “พระเจ้า 18 ศอก”ที่มีความสูง 18 ศอก พระพุทธรูปยืนหนึ่งเดียวประจำเมืองนี้,“วัดอาฮาม” ที่เก็บรักษาชุดปู่เยอ ย่าเยอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวลาวเคารพนับถือเพราะเชื่อว่าเป็นเทวดารักษาเมือง และ“วัดใหม่สุวันนะพูมาราม” หรือ“วัดใหม่” ที่ผนังสิมด้านนอกงดงามไปด้วยภาพฝีมือการสลักไม้ลงรักปิดทองฝีมือของสุดยอดช่าง“เพียตัน”
      
       อย่างไรก็ดีด้วยสภาพการณ์การท่องเที่ยวที่โตวันโตคืน ทำให้หลายๆวัดในหลวงพระบางเดี๋ยวนี้เก็บเงินค่าเข้าชมเพื่อบำรุงรักษาวัด ตามวัดเชียงทองที่ดำเนินการเก็บเงินค่าเข้าชมมาช้านานแล้ว เพราะฉะนั้นใครที่จะเข้าไปเที่ยววัดต่างๆ ควรดูให้ดีอย่าทะเร่อทะร่าเข้าไป เพราะคิดว่าสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ฟรี
      
       และนี่ก็คือบางส่วนของเมืองหลวงพระบางยุคใหม่ ที่เดินหน้าเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจจะไม่ถูกจริต ไม่สบอารมณ์ใครหลายๆคน แต่นี่คือโลกของความเป็นจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ด้วยประการทั้งปวง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th/Travel/